วันจันทร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

The Notebook ..... ปาฏิหาริย์บันทึกรัก

The  Notebook ..... ปาฏิหาริย์บันทึกรัก

เรื่องราวเกิดขึ้นภายใน สถานพักฟื้นคนชราแห่งหนึ่ง ชายชราคนนึงเพียรพยายามแวะเวียนไปหาหญิงชราคนหนึ่ง เพื่อจะไปอ่านอนุทิน(สมุดบันทึก)ให้กับหญิงชรา ซึ่งป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ ฟัง หลายครั้ง หญิงชราเริ่มมีอาการดีขึ้น บางครั้งก็แย่ แต่เขาก็ไม่เคยท้อถอย แม้แพทย์จะพร่ำบอกเสมอว่า อาการอัลไซเมอร์ของหญิงชราคนนี้ ไม่มีทางรักษาหาย และไม่มีวันดีขึ้น มีแต่จะแย่ลงแย่ลง จนถึงขั้น จำทุกสิ่งไม่ได้เลย

เรื่องราวในสมุดบันทึก ย้อนไปในยุคปี40 เรื่องราวความรักที่เกิดขึ้นในฤดูร้อนปี 1947 ของชายหนุ่มชนบทฐานะยากจน ชื่อโนอาห์ และ ลูกสาวเศรษฐีจากในเมือง ซึ่งมาเที่ยวพักผ่อนในชนบท ชื่อ แอลลี่ย์ ทั้งสองต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งฐานะ การศึกษา นิสัยใจคอ แต่แล้วทั้งสองก็มีใจให้กัน ความรักของทั้งคู่สุกใส เหมือนพลุที่ยิงขึ้นสู่ฟากฟ้า จวบจนกระทั่งซัมเมอร์ใกล้จบสิ้นลง ทั้งคู่ก็ถูกพรากจากโดยครอบครัวของฝ่ายหญิง ซึ่งมองว่า โนอาห์ ยังไม่ดีพอสำหรับลูกสาวตน

โนอาห์ เพียรพยายามเขียนจดหมายรักหา แอลลี่ย์ แต่ก็โดนกีดกัน สุดท้ายเขาจึงตัดใจไปทำงานในเมือง ก่อนจะออกไปร่วมรบสงครามโลกครั้งที่1 และกลับมาฐานะทหารผ่านศึก และได้ทำตามความฝันของตน คือบูรณะบ้านโบราณหลังใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งทั้งสองเคยมีความหลังกัน ให้ออกมาเป็นแบบที่สัญญากะแอลลี่ย์ไว้
มีภาพข่าวลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น แอลลี่ย์ ซึ่งกำลังจะแต่งงานกับ รอน (พ่อหนุ่มไซคลอป-หนุ่มที่ทั้งหล่อ รวย การงานดี ที่สำคัญรักเธอ ) แอลลี่ย์ จึงกลับมาตั้งคำถามหัวใจตัวเองอีกครั้งว่า จริงๆแล้วในหัวใจเธอ เลือก โนอาห์ หรือ รอน กันแน่ เพื่อตรวจสอบหัวใจตัวเอง เธอจึงขออนุญาติแฟน ขับรถกลับไปเมืองเล็กๆ เมืองที่เธอเคยมีความทรงจำ เพื่อจะหา โนอาห์ อีกครั้ง หลังจาก ขาดการติดต่อกันไปร่วม10ปี

10 ข้อที่ควรดู The Notebook 2004

1. หนังเรื่องนี้คือหนังรักที่จะสะกดทุกคนให้ดูและเข้าใจถึงบทตัวละครอย่างลึกซึ้งไปกับหนังเป็นหนังรักที่โดดเด่นมากๆ ในปี 2004 และยังคงเป็นหนังรักในใจใครหลาบๆ คนรวมทั้งผมด้วย

2. The Notebook เป็นหนังแจ้งเกิดเต็มตัวของเจ้าแม่หนังรักโรแมนติกอย่าง Rachel McAdams ได้แบบโด่งดังหลังจากเธอทำให้คนรู้จักในหนังเรื่อง  Mean Girl ที่แสดงเป็นตัวร้ายแต่มาเรื่องนี้เธอกลายเป็นนางเอกที่แสดงได้แบบ ทุกคนที่ดูแทบจะลืมไม่ลงเลยทีเดียว

3. หนังเรื่องนี้การันตีการเข้าชิงรางวัลถึง 18 รางวัลชนะเลิศไปทั้งหมด 11 รางวัลและเข้าชิงอีก 7 รางวัลถือว่า ไม่ธรรมดาเลยสำหรับดีกรีหนังรัก

4. The Notebook ใช้เงินทุนสร้างไปทั้งหมด $29 million และกวาดรายได้ใน Box office มากถึง $115,603,229 ถือว่าประสบความสำเร็จแบบขีดสุดจริงๆ

5. หนังเรื่องนี้เป็นหนังรักที่จะทำให้ทุกคนเอิบอิ่มกับคำมั่นสัญญาของ เด็กหนุ่มและเด็กสาวในวัยเด็กสองคนที่รักของเค้านั้นไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

6.The Notebook สร้างจากหนังสือขายดีสุดซึ้งของชายที่การันตีแล้วว่าเค้าถือนักแต่งเรื่องที่เด่นมากๆ มีหนังสือของเค้าหลายๆ เล่มที่ถูกไปสร้างเป็นหนังแค่ 1 ในนั้นเรื่องที่ประสบความสำเร็จแบบยอดเยี่ยมก็คือ The Notebook และชายคนนั้นมีชื่อว่า Nicholas Sparks.

7. อย่างที่เคยบอกไปในข้อก่อนๆ ว่าหนังเรื่องนี้จะทำให้ท่านอินไปกับบทถึงมากที่สุดเพราะว่าจะมีหนังรักสักกี่เรื่องที่คู่พระนางจะตกลงเป็นแฟนกันต่อหลังจากถ่ายหนังเรื่องนั้นจบคู่ของ  Ryan Gosling and Rachel McAdams เป็นหนึ่งในนั้นทั้งสองเป็นแฟนกันทันทีหลังการถ่ายทำซึ่งผู้ชมหริอคนทั่วโลกก็เชียร์กันเพราะเหมือนยังอินกับตัวละครในเรื่องไม่หายและทั้งสองพระนางอาจจะคิดยังนั้น

8. หนังเรื่องนี้ที่ท่านจะดูอย่าง The Notebook เป็นหนังรักที่มีฉากจูบยอดเยี่ยมที่สุดในปี 2004 ที่ผู้คนร่วมโหวตให้ คู่ Ryan Gosling and Rachel McAdams จาก The Notebook ได้ไปหรือรางวัลที่เรียกว่า Best Kiss ในงาน  MTV Movie Awards 2005 และเป็น 1 ใน 11 รางวัลที่ได้ทั้งหมดด้วย

9. หนังเรื่องนี้ทุกคนอาจมองว่าหนังรักเห่ยๆ ทั้งคู่รักกันแบบนี้แต่ที่จริงคิดผิดทั้งหมดครับหนังเรื่องนี้จะแสดงให้เห็นทั้ง 2 ช่วง วัยเด็กทั้งคู่ที่รักกันและคำสัญญาต่างๆ และช่วงวัยแก่เฒ่านั้นจะเป็นอย่างไร เป็นหนังที่ลงตัวสุดๆ

10. หนังเรื่องนี้เป็นหนังรักแบ่งชนชั้นพระเอกความจนและความรวยแต่ทางด้านของโนอาห์จะแสดงให้เห็นว่า ความทะเยอทะยานเด็ดดอกฟ้านั้น มันมีอยู่จริงหรือไม่

วันพุธที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

วันนี้

วันนี้
ยัง .. จมอยู่ในความคิดอย่างไม่จาง
รู้สึกเหมือนทำใครบางคนให้โกรธ แล้วยังขุ่นเคืองไม่หาย
อยากบอกขอโทษ อยากบอกเสียใจ
..
..

นั่น จะ เป็นการวุ่นวายกับคุณมากไปหรือเปล่า
เพราะในบางที เจ้าตัวเอง อาจจะไม่รู้อะไรเลยก็เป็นได้
แต่ ฉันเชื่อในสิ่งที่ฉันกำลังรู้สึก


ได้แต่ทิ้งตัวเองให้จมเงียบ อยู่ในที่ทางอย่างนั้นต่อไป
แล้วแอบหวังอย่างเงียบ ๆ ว่า คุณ .... อาจจะเอ่ยออกมา
จะดี จะโกรธ จะเฉยชา ก็ อย่าได้โกรธเคืองข้ามวัน


เพราะ เราต่างไม่อาจจะรู้นาทีชีวิตได้
หลับตาลงไปคืนนี้ .. พรุ่งนี้อาจจะไม่มีมา

วันเสาร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2560

งานวิจัยลดน้ำหนักสมุนไพรไทยสู่สินค้ามาตราฐานระดับโลก





เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม



            เทคนิคลดความอ้วนของใครทำแล้วไม่เห็นผลสักที ลองอ่านงานวิจัยเรื่องลดน้ำหนักแห่งปี 2014 ดูซะก่อน แล้วจะตกใจว่าการลดน้ำหนักทำได้ง่ายกว่าที่คิดซะอีก ทำไมไม่เคยรู้มาก่อนเลยแฮะ !



          จากข้อมูลงานวิจัยเรื่องการลดน้ำหนักแห่งปี 2014 ในเว็บไซต์ Time.com  เผยว่า การจะลดน้ำหนักให้สำเร็จผลนั้น ส่วนหนึ่งต้องรู้ธรรมชาติของร่างกายเราให้ดีเสียก่อน และต้องปรับไลฟ์สไตล์การกินที่เหมาะสมกับตัวเราด้วย ซึ่ง 10 เรื่องเด่นของงานวิจัยแห่งปี 2014 ต่อไปนี้สามารถใช้เป็นแนวทางการดูแลตัวเองที่ดีได้ โดยเฉพาะคนที่ต้องการจะลดน้ำหนัก  ดังนั้น จะมัวชักช้าอยู่ไย เรามาเริ่มอ่านกันเลยดีกว่าว่างานวิจัย 10 เรื่องเด่นนั้นมีอะไรที่เราควรรู้ไว้บ้าง



 1. คาร์โบไฮเดรตไม่เหมาะที่จะเป็นอาหารยามดึก



          ผลการวิจัยเผยว่า ระบบย่อยอาหารในตอนกลางคืนของเราจะทำงานไม่ดีนัก จึงเผาผลาญแคลอรีได้น้อยกว่า  โดยเฉพาะอาหารหมู่คาร์โบไฮเดรต  ที่ร่างกายจะดึงไปเผาผลาญน้อยลง  ทำให้มีแคลอรีบางส่วนเผาผลาญไม่หมด ถูกเก็บสะสมเป็นไขมันตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ดังนั้น ควรหันมากินอาหารหมู่โปรตีนแทนดีกว่า



 2. เแบคทีเรียในลำไส้มีผลต่อน้ำหนักตัว



         จากผลวิจัยล่าสุดเผยว่า การที่เรามีรูปร่างอ้วน หรือผอมนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของแบคทีเรียในลำไส้ของเรา ซึ่งมีอยู่สองชนิดได้แก่ แบคทีเรียตัวอ้วน หรือ Firmicutes ที่จะทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีได้น้อย เกิดการสะสมไขมันมากขึ้น ที่แม้เรากินเพียงนิดหน่อย น้ำหนักตัวก็เพิ่มแล้ว ในทางกลับกัน หากเรากินมากแต่ไม่อ้วนขึ้นเลย  ก็แสดงว่าในลำไส้ของเรามีแบคทีเรียตัวผอมมากกว่า นั่นคือ แบคทีเรียชนิด  Bacteroidetes ที่ช่วยเร่งการเผาผลาญแคลอรี ดูดซึมสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ทำให้อาหารที่เรากินเข้าไปนั้นถูกเผาผลาญเป็นพลังงานมากกว่าสะสมเป็นไขมัน



 3. จิบกาแฟร้อนก่อนวิ่ง ร่างกายจะเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น



 10 เรื่องเด่นงานวิจัยลดน้ำหนัก คนอยากผอมต้องอ่าน !



         จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยจอร์เจียในสหรัฐอเมริกา เผยว่า การดื่มกาแฟก่อนวิ่งอย่างน้อยประมาณ 30 นาที จะช่วยเบิร์นแคลอรีได้มากขึ้นถึงร้อยละ 15 เป็นเพราะกรดคลอโรจินิก Chlorogenic acid (CGA)  ที่พบมากในกาแฟจะช่วยดึงไขมันที่สะสมไว้ในร่างกายมาเผาผลาญเป็นพลังงานได้มากขึ้นกว่าปกติ



 4. อ้วนมากเกินไป วิตามินดีถูกทำลาย



         มีผลงานวิจัยในปี 2014 หลายชิ้นที่มีความเห็นตรงกันว่า วิตามินดี กับความอ้วนเป็นสิ่งที่มีความเกี่ยวข้องกันอยู่ ส่วนหนึ่งเพราะวิตามินดีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมันเพื่อนำมาใช้ในกระบวนการสร้างฮอร์โมนอิ่ม และยังเป็นวิตามินที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของโรคอีกด้วย ดังนั้น หากใครที่มีน้ำหนักตัวเกิน มีไขมันในร่างกายสูง ระดับวิตามินดีในร่างกายก็จะน้อยลงด้วย ทำให้สามารถกินอาหารได้เยอะโดยไม่รู้สึกอิ่ม จึงควบคุมน้ำหนักตัวได้ยาก และยังมีความเสี่ยงเป็นโรคที่เกี่ยวกับการติดเชื้อได้ง่ายด้วย ได้แก่ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคลำไส้อักเสบ ( Crohn's Disease) โรคเบาหวานประเภท 2 และโรคปลอกประสาทอักเสบ ((Multiple Sclerosis)

             

 5. สุขภาพของผู้หญิงวัยทองน่าเป็นห่วงที่สุด



         จากผลการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics เผยว่า วัยหมดระดู หรือวัยทองในผู้หญิง ซึ่งอายุเฉลี่ยของวัยทองคือ 45 - 50 ปีขึ้นไป จะมีการเปลี่ยนแปลงในหลายด้านทั้งสุขภาพกายและใจ เช่น อ้วนง่าย อารมณ์แปรปรวน ผิวพรรณหยาบกร้านขึ้น อาการร้อนวูบวาบ กระดูกบางลง เป็นต้น สาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน ดังนั้น ผู้หญิงในช่วงอายุ 40 ปีควรเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึงให้ดี เช่น ควบคุมอาหาร ออกกำลังกายเป็นประจำ ลดอาหารหมู่คาร์โบไฮเดรตให้น้อยลง เน้นกินแคลเซียมและไฟเบอร์มากขึ้น เพื่อไม่ให้อ้วนค่ะ



10 เรื่องเด่นงานวิจัยลดน้ำหนัก คนอยากผอมต้องอ่าน !



 6. กรดไขมันดี FAHFAs มีประโยชน์กว่ากรดไขมันโอเมก้าทรี



         ผลการวิจัยจากศูนย์การแพทย์ Beth Israel Deaconess Medical Center ของสหรัฐฯ  เผยว่า ความจริงแล้วในร่างกายของเราก็สามารถสร้างกรดไขมันดีได้เองเหมือนกัน และยังมีประโยชน์กว่ากรดไขมันที่หาได้จากปลาทะเลน้ำลึกอย่างโอเมก้าทรีอีกด้วย นั่นคือ  FAHFAs (Fatty Acid  Hydroxyl  Fatty Acids)  โดยร่างกายจะสร้างออกมาถึงร้อยละ 50-75 เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และปรับสมดุลการผลิตอินซูลินในร่างกาย จึงช่วยป้องกันโรคเบาหวานประเภท 2 ได้

       

 7. แบ่งกิน 5 มื้อย่อยต่อวัน ดีต่อสุขภาพจิต



         จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยวอริก ประเทศอังกฤษ เผยว่า การแบ่งกินมื้อย่อยเป็น 5 มื้อนั้นช่วยให้ลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น และยังสามารถบรรเทาความเครียดได้ด้วย ซึ่งการกินมื้อย่อย ๆ จะทำให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญแคลอรีตลอดทั้งวัน อีกทั้งยังทำให้เราอารมณ์ดีขึ้น ทำให้สมองปลอดโปร่ง สามารถผุดไอเดียความคิดสร้างสรรค์ได้มากขึ้น คิดบวกมากขึ้น และเพิ่มการเรียนรู้และจดจำได้มากขึ้นด้วย



 8. รสอูมามิก็มีอยู่ในผัก



 10 เรื่องเด่นงานวิจัยลดน้ำหนัก คนอยากผอมต้องอ่าน !



         จากผลการวิจัยในวารสาร American Journal of Clinical Nutrition เผยว่า รสที่ 5 หรือ รสอูมามิ เป็นรสชาติที่เพิ่มความกลมกล่อมให้กับอาหารของเรา ซึ่งความจริงแล้วสามารถพบได้ตามธรรมชาติ อย่างในผัก เช่น หน่อไม้ฝรั่ง เห็ด เห็ดทรัฟเฟิล ชาเขียว สาหร่าย และมะเขือเทศ โดยที่อาหารเหล่านี้เมื่อนำไปปรุงอาหารแล้ว ก็จะให้อาหารมีรสชาติกลมกล่มขึ้นโดยที่เราแทบไม่ต้องปรุงรสชาติอื่นเพิ่มเลย



 9. กินน้อย ไม่ออกกำลังกาย ก็อ้วนได้



         โดยปกติแล้วร่างกายควรได้รับอาหารไม่เกิน 2,000 แคลอรีต่อวันสำหรับผู้ชาย และไม่ควรเกิน 1,500 แคลอรีต่อวันสำหรับผู้หญิง ซึ่งถึงแม้ว่าเราจะกินน้อยกว่าแคลอรีต่อวันที่กำหนด  แต่ถ้าไม่ค่อยมีกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายมากนัก ก็ทำให้อ้วนได้อีกเช่นกัน  โดยจากผลการวิจัยในประเทศอังกฤษเผยว่า น้ำหนักก็คือแคลอรีส่วนเกิน ซึ่งเป็นผลให้รูปร่างของเราไม่เฟิร์มกระชับ  ดังนั้น แม้ว่าจะกินน้อย หรือกินแต่ของที่มีประโยชน์ เราก็ต้องบริหารร่างกายด้วย โดยที่ควรจะออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยวันละ 30 นาที



 10. หัวเราะบ่อยครั้ง บริหารกล้ามเนื้อท้อง



          การหัวเราะทำให้เราสมองของเราปลอดโปร่ง อารมณ์แจ่มใสด้วย มีผลทำให้เราสามารถจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีกว่าตอนที่อยู่ในอารมณ์เครียด หรือไม่ค่อยขำขันกับเรื่องราวต่าง ๆ โดยในขณะที่เรากำลังหัวเราะนั้น ร่างกายจะทำการกระตุ้นสร้างคลื่นสมองแกมมา ซึ่งเป็นคลื่นสมองที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองที่เชื่อมโยงความทรงจำ ระดับการเรียนรู้ ระดับสมาธิและการมองโลกในแง่ดี ทำให้เรารู้สึกสมองปลอดโปร่งมากขึ้น จดจำอะไรได้แม่นยำมากขึ้น นอกจากนี้แล้ว การหัวเราะยังเป็นการบริหารกล้ามเนื้อท้องให้แข็งแรงอีกด้วยนะคะ



                ทั้งนี้ การลดน้ำหนักของสาว ๆ ต้องอยู่ในระดับที่พอดีด้วยนะคะ หากลดได้ตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้แล้ว ก็ควรรักษามาตรฐานน้ำหนักเอาไว้ให้ดี ส่วนใครที่อยากลดน้ำหนักให้ได้เร็ว ๆ  ก็สามารถนำคำแนะนำของผลงานวิจัยที่เรานำมาฝากนี้ไปปรับใช้กันดูได้นะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2560

“ไปลา-มาไหว้”

 “ไปลา-มาไหว้” มารยาทไทยที่เป็นวัฒนธรรมการทักทาย เวลาพบปะกันหรือลาจากกัน “การไหว้” เป็นการแสดงถึงความมีสัมมาคารวะ และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน นอกเหนือจากการกล่าวคำว่า “สวัสดี” ศาสตราจารย์ ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต ได้เคยเขียนเรื่องนี้ไว้ว่า คนไทยเป็นคนที่มีอุปนิสัยอ่อนน้อม มีสัมมาคารวะ การไหว้เป็นการแสดงความมีสัมมาคารวะอย่างหนึ่ง และเป็นธรรมเนียมการทักทายและแสดงความเคารพ เมื่อจะไปโรงเรียนและเมื่อกลับจากโรงเรียนมาถึงบ้านลูกจะไหว้พ่อแม่ถ้ามีผู้ปกครองก็ไหว้ผู้ปกครอง เมื่อไปถึงโรงเรียนและเมื่อกลับจากโรงเรียนเด็กจะไหว้ครู การไหว้ทำให้ผู้ใหญ่รักและเอ็นดู คนที่พบเห็นก็ชื่นชม ในภาษาไทยมีคำกล่าวถึงผู้ที่มีสัมมาคารวะและได้รับการอบรมมรรยาทให้รู้จักไหว้ว่า รู้จัก “ไปลามาไหว้” หมายความว่า เมื่อมาถึงก็ ไหว้ เมื่อจะไปก็ลา

            วัฒนธรรมในเรื่องของการไหว้นั้น มีความเป็นมาอย่างไร ไม่มีหลักฐานที่ระบุไว้แน่ชัด นายพะนอม แก้วกำเนิด อดีตเลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น กรมส่งเสริมวัฒนธรรม) ได้ให้ความเห็นว่า การไหว้นั้นเกิดจากธรรมชาติของมนุษย์ที่จะแสดงความรัก ความเคารพต่อกัน เนื่องจากมนุษย์มีสมอง มีพัฒนาการที่แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จึงมีความคิดว่าทำอย่างไรจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จะกินอาหารอย่างไรจึงจะดีต่อสุขภาพ แต่งตัวอย่างไรจึงจะเหมาะสม ที่อยู่อาศัยทำอย่างไรจึงจะปลอดภัย รวมไปถึงเมื่อเจอกันจะทักทาย จะแสดงความรักต่อกันอย่างไรดี โดยธรรมชาติแล้วการสัมผัสถูกเนื้อต้องตัวกัน เป็นภาษาท่าทางที่แสดงออกถึงความรักที่มีต่อกัน สัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขหรือแมวมักจะแสดงความรักกับเจ้าของด้วยการเข้ามาสัมผัสคลอเคลียด้วย มนุษย์ก็เช่นกันที่มีการแสดงความรักต่อกันด้วยการโอบกอด หลายประเทศทางยุโรปใช้การสัมผัสมือเมื่อพบกัน บางประเทศใช้แก้มสัมผัสกัน ใช้หน้าผากสัมผัสกัน หรือใช้จมูกสัมผัสกันก็มี แต่ทางแถบเอเชียนั้นการสัมผัสถูกเนื้อต้องตัวผู้อื่นนั้นถือว่าไม่สุภาพนัก คนทางแถบเอเชียจึงใช้การสัมผัสตัวเองเป็นการแสดงการทักทายหรือทำความเคารพ เช่นชาวจีนใช้มือทั้งสองข้างสัมผัสกันเพื่อแสดงการคารวะ  อินเดียใช้ฝ่ามือทั้งสองประนมประกบกันเหมือนดอกบัวตูม เพื่อแสดงความเคารพและบูชา ของไทยเราน่าจะรับวัฒนธรรมนี้มาจากอินเดีย นำมาปรับปรนให้เหมาะกับวิถีชีวิตของคนไทยจึงเกิดเป็นวัฒนธรรมการไหว้ที่แบ่งเป็นระดับต่างๆ ขึ้นมา โดยใช้มือกับใบหน้าเป็นตัวแบ่งระดับ

            “การไหว้”  เป็นภาษาท่าทางที่ใช้แสดงความเคารพ ทักทาย โดยการยกมือสองข้างประนม พร้อมกับยกขึ้นไหว้ในระดับต่างๆ นอกจากนี้ยังแสดงออกถึงความหมายของ การขอบคุณ การขอโทษ การยกย่อง การระลึกถึง และอีกหลายความหมายสุดแท้แต่โอกาส  การไหว้เป็นการแสดงมิตรภาพ มิตรไมตรี ที่เป็นขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นวัฒนธรรมที่งดงาม รวมทั้งเป็นสิ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์ และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทย ที่ปัจจุบันกำลังเลือนหายและถูกละเลยอย่างน่าเสียดาย ประเทศไทยซึ่งเคยได้ชื่อว่ามีวัฒนธรรมที่งดงามเป็นดินแดนแห่งรอยยิ้ม (Land of Smile) ที่ผู้คนรู้จักไปทั่วโลก กำลังสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไป ทั้งที่การไหว้เป็นมารยาทแบบไทยๆ ที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่เด็ก

            เมื่อพูดถึงเรื่องการไหว้ หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ ไม่ทันสมัย อายที่จะปฏิบัติ หรือไม่ก็กลัวว่าจะไหว้ผิดบ้าง กลัวถูกมองว่าประหลาดบ้าง แต่ในความเป็นจริงแล้วเรื่องของมารยาทไทยนั้นไม่มีคำว่าผิดหรือถูก มีแต่ความนุ่มนวล สวยงามหรือไม่เท่านั้น ดังนั้นวิธีการปฏิบัติจึงเป็นเพียงแนวทาง ที่ผู้ปฏิบัติสามารถนำไปปรับปรน ประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับเวลาและสถานที่ ซึ่งแนวปฏิบัติในเรื่องของการไหว้นั้น กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้กำหนดระดับของการไหว้ไว้ ๓ ระดับ โดยใช้นิ้วหัวแม่มือและใบหน้าเป็นตัวกำหนดตำแหน่ง ดังนี้

            การไหว้ระดับที่ ๑ ใช้สำหรับไหว้พระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รวมถึงโบราณสถาน โบราณวัตถุทางพุทธศาสนา ในกรณีที่เราไม่สามารถกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ได้ โดยให้นิ้วหัวแม่มือจรดระหว่างคิ้ว นิ้วชี้สัมผัสส่วนบนของหน้าผาก นัยว่า พระรัตนตรัยเป็นสิ่งที่ควรเคารพอย่างสูงสุด จึงยกมือที่ประนมขึ้นให้สัมผัสส่วนที่สูงสุดของร่างกาย หรืออีกนัยหนึ่งว่าพระรัตนตรัยนั้นเป็นดวงแก้วมณีที่ประเสริฐ มีค่าสูง คอยกำกับและสอนให้เรามีสติมีปัญญาอยู่ตลอดเวลา จึงสมควรแก่การเคารพกราบไหว้ การไหว้ในระดับที่ ๑ นี้ จึงให้ยกมือที่ประนมขึ้นให้นิ้วหัวแม่มืออยู่ระหว่างคิ้วทั้งสองข้างนั่นเอง

            การไหว้ระดับที่ ๒ ใช้สำหรับไหว้ บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ครู อาจารย์และผู้ที่มีเราเคารพนับถืออย่างสูง โดยให้นิ้วหัวแม่มือจรดปลายจมูก นิ้วชี้สัมผัสระหว่างคิ้ว นัยว่า บุคคลกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ควรแสดงความเคารพอย่างสูงรองลงมาจากพระรัตนตรัย มือที่สัมผัสส่วนของใบหน้าจึงลดต่ำลงมา หรืออีกนัยหนึ่งว่า บุคคลกลุ่มนี้ทำให้เรามีลมหายใจเกิดขึ้นมาได้ และเป็นผู้มีพระคุณที่ทำให้เราดำเนินชีวิตอยู่ได้ในสังคม ควรแก่การแสดงความเคารพการไหว้ในระดับที่ ๒ จึงให้ยกมือที่ประนมขึ้นให้นิ้วหัวแม่มืออยู่บริเวณปลายจมูก

            การไหว้ระดับที่ ๓ ใช้สำหรับไหว้บุคคลทั่วๆไป ที่มีวัยวุฒิสูงกว่าเราไม่มากนัก รวมถึงใช้แสดงความเคารพผู้ที่เสมอกันหรือเป็นเพื่อนกันได้ด้วย โดยให้นิ้วหัวแม่มือจรดปลายคาง นิ้วชี้สัมผัสบริเวณปลายจมูก นัยว่าบุคคลกลุ่มนี้ควรแก่การเคารพรองลงมาจากบิดา มารดา มือที่สัมผัสส่วนของใบหน้าจึงลดต่ำลงมาตามลำดับ หรืออีกนัยหนึ่งว่า บุคคลกลุ่มนี้ เป็นผู้ที่เราจะต้องพบปะพูดคุยอยู่ด้วยเป็นประจำ การใช้วาจาจึงเป็นสิ่งที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ การไหว้ระดับที่ ๓ จึงให้ยกมือที่ประนมขึ้นให้นิ้วหัวแม่มืออยู่บริเวณปลายคาง

            ในการยืนไหว้นั้น ชายให้ยืนตัวตรง ค้อมตัวลงพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้ ตำแหน่งของนิ้วหัวแม่มือให้ถูกต้องตามระดับของบุคคลที่เราแสดงความเคารพ จากนั้นลดมือลงพร้อมกับยืดตัวขึ้นกลับมาในท่ายืนตรงตามเดิม

            สำหรับหญิงนั้น เมื่อยืนไหว้ ให้ถอยเท้าใดเท้าหนึ่งที่ถนัดไปข้างหลังเล็กน้อย พร้อมกับย่อตัวยกมือขึ้นไหว้ ตำแหน่งของนิ้วหัวแม่มือให้ถูกต้องตามระดับของบุคคลที่เราแสดงความเคารพ จากนั้นจึงลดมือลงพร้อมกับชักเท้าที่ถอยไปกลับมาอยู่ในท่ายืนตรงตามเดิม  หรือจะใช้การยืนตรงไหว้แบบชายก็ได้

            ส่วนการประนมมือไว้ที่ระดับอกนั้น เป็นการแสดงอาการรับไหว้ คือ เมื่อมีผู้น้อยมาแสดงความเคารพเราด้วยการกราบหรือไหว้ เราต้องแสดงอาการรับไหว้ตอบ เป็นการแสดงให้รู้ว่าเราให้ความสนใจกับผู้ที่เข้ามาแสดงความเคารพ และทำให้เขาไม่เกิดอาการเคาะเขินด้วย การไหว้และการรับไหว้จะดูนุ่มนวลและสวยงาม หากทำไปพร้อมๆ กัน  การรับไหว้ที่ให้ประนมมือขึ้นอยู่ระหว่างอกนั้น นัยว่า เป็นการแสดงออกที่มาจากใจ นั่นเอง

            เมื่อเรารู้ถึงตำแหน่งของการไหว้แล้ว การนำไปปฏิบัติก็ไม่ยุ่งยากแต่อย่างใด ไม่ว่าเราจะยืนอยู่ นั่งเก้าอี้ หรือนั่งกับพื้น เราก็สามารถแสดงความเคารพด้วยการไหว้ได้ทั้งสิ้น

            มารยาทในการไหว้ เป็นวัฒนธรรมไทยที่คนรุ่นใหม่อาจจะมองข้ามไป ด้วยเหตุผลหลายประการ แต่โดยสำนึกของความเป็นคนไทยแล้ว เชื่อว่าในส่วนลึกของจิตใจทุกคน ยังเห็นสิ่งนี้เป็นสิ่งดีงามอยู่ เพียงแต่ กระแสวัฒนธรรมตะวันตกที่เข้ามาทางสื่อต่างๆ ถาโถมมาอย่างมากมาย จนทำให้เยาวชนของเราหลงใหลไปบ้าง ทำให้หลงลืมสิ่งดีงามที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมไป ปัจจุบันจะเห็นว่าหลายหน่วยงาน หันกลับมาให้ความสนใจความเป็นไทยมากขึ้น เห็นได้ชัดตามห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อที่มีอยู่มากมาย ที่พนักงานไหว้แสดงการต้อนรับและขอบคุณลูกค้า ถึงแม้จะไหว้ได้ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง ไหว้ได้สวยบ้างไม่สวยบ้าง แต่ก็ทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น เป็นกันเองเสมือนญาติพี่น้องกันมากขึ้น


บทความโดย กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

วันพุธที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2560

คำว่าฮักกัน มันเหี่ยถิ่มไส - ข้าวทิพย์ ธิดาดิน 【OFFICIAL COVER VERSION】





อ้ายบ่อยากเชื่อสายตา ว่าภาพตรงหน้าสิเป็นความจริง
ก็คนที่เคยสัญญา คนบอกกันว่าบ่ตายสิบ่ทอดทิ้ง
กำลังกอดกันอิ้งติ้ง กอดอิ้งติ้งอยู่กับผู้อื่น

กะยกให้เพิ่นเบิดใจ เมื่อคราวเคียงใกล้ร่วมใช้วันคืน
สิหยุดที่กันและกัน หนักร่วมฝ่าฟันอยากสิส่อยกันบืน
จังได๋มากลายเป็นอื่น มาเฮ็ดกันได้แท้หนอใจคน

* แล้วคำว่าฮักกัน มื้อนั่นมันเหี่ยถิ่มไส
แล้วคนที่ว่าฮักหลาย มื้อนี่หัวใจเอาไผมาปน
แทบบ่มีแฮงหายใจ หล่าหล่อยไปทั้งตัวตน
กลั้นใจฟังเหตุผล ของคนที่เซาฮักกัน

อ้ายเคยโทษเขาเบิดแฮง ว่าเขามาแย่งว่าเขาเป็นมาร
แต่เมื่อได้เห็นตำตา จังได้ฮู้ว่าอ้ายโง่มาตั้งนาน
ที่แท้กะเป็นนำกัน ถิ่มกันง่ายแท้หนอใจคน

ซ้ำ *

อ้ายบ่อยากฟังเหตุผล ของคนที่เซาฮักกัน

วันจันทร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2560

ทำยังไงให้ตัวเองเป็นคน "โชคดี"





ความลับของคนโชคดี



คุณเคยสงสัยบ้างไหมว่า ความโชคดีคืออะไร? แล้วต้องทำอย่างไรถึงจะมีความโชคดีเป็นของตัวเอง บางคนอาจรอคอยและคิดว่าสักวันหนึ่งโชคคงเป็นของเราบ้าง บ้างก็คิดว่าความโชคดีมาจากบุญเก่าที่สร้างไว้ ผลบุญจึงส่งผลให้เขาโชคดีและประสบความสำเร็จ







         ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า "ความโชคดี" ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน มันมักจะเลือกเกิดขึ้นกับคนที่ลักษณะพิเศษ ใครจะรู้ว่าเราเองก็สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้ว่า เรากำลังจะโชคดี แล้วคนที่เขาประสบความสำเร็จหลายๆ ท่าน (หรือที่เราเรียกว่า "โชคดี" นั้น) เขามีสูตรลับในการทำให้ตัวเองเป็นคนโชคดี ดังงานศึกษาของ



ศ.ริชาร์ด ไวส์แมน นักจิตวิทยามีคำตอบให้คุณ



ในช่วงสิบปีเขาได้ทำการทดลองเกี่ยวกับเรื่องโชค เพื่อต้องการทราบว่าทำไมคนบางคนจึงมักอยู่ถูกที่ถูกเวลาเสมอ

ขณะที่คนอีกกลุ่มดูเหมือนว่าประสบแต่ชะตากรรมที่ไม่พึงประสงค์

โดยเริ่มทดลองจากการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์เพื่อประกาศขอให้คนที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโชคดี และโชคไม่ดีติดต่อกลับมามี

ผลตอบรับมีทั้งชาย และหญิงกว่าร้อยคนติดต่อกลับมาว่าพร้อมจะเป็นอาสาสมัครในงานวิจัย และสิ่งที่เริ่มทำอย่างแรกคือ การสัมภาษณ์ พูดคุย ศึกษาวิธีการใช้ชีวิต และให้พวกเขาได้มีส่วนร่วมในการทดลอง



ผลที่ออกมาบอกว่า แม้คนเหล่านี้ไม่เคยมีความเข้าใจใดๆ เลยว่าทำไมเขาถึงมีโชค หรืออับโชค แต่วิธีคิด และพฤติกรรมของพวกเขากลับมีความสัมพันธ์อย่างมากกับความโชคดี หรืออับโชค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการได้รับโอกาส คนที่โชคดีมีความสม่ำเสมอในการพบเจอกับโอกาสต่างๆ ในขณะที่อีกกลุ่มไม่ได้เป็นแบบนั้น



จากการทดลองอย่างง่ายเพื่อหาคำตอบว่ามีความแตกต่างใดๆ ในความสามารถในการพบเจอโอกาสต่างๆ นักวิจัยจึงให้หนังสือพิมพ์เล่มหนึ่งแก่พวกเขา แล้วให้เขาตอบคำถามว่ามีรูปภาพกี่รูปในหนังสือพิมพ์ ทั้งนี้ นักวิจัยได้แอบใส่ข้อความขนาดใหญ่ในหนังสือพิมพ์ว่า ‘บอกเราว่าคุณเห็นข้อความนี้ แล้วคุณจะได้รางวัล $50’



ข้อความนี้ใช้พื้นที่ประมาณครึ่งหน้า โดยที่ตัวอักษรมีความสูงมากกว่า 2 นิ้ว เรียกได้ว่าเตะตาคนอย่างแน่นอน แต่เชื่อไหม

คนกลุ่มอับโชคส่วนใหญ่ไม่เห็นข้อความนี้ แต่คนโชคดีส่วนใหญ่มองเห็นมัน!!!



คนอับโชคมีลักษณะเป็นคนตึงๆ เครียดๆ มากกว่าคนโชคดี ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้เป็นตัวรบกวนความสามารถในการสังเกตเห็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายต่างๆ จากผลลัพธ์ที่กล่าวมา พวกเขามักจะพลาดโอกาสต่างๆ เสมอ (โดยที่เขาก็ไม่รู้ตัว) เพราะคนอับโชคมักจะเพ่งความสนใจมากเกินไปกับเรื่องบางเรื่อง มองอะไรแคบๆ อยู่ในโลกแคบๆ เวลาพวกเขาไปงานเลี้ยงก็จะคอยมองหาแต่กลุ่มเพื่อนสนิทจนพลาดโอกาสที่จะรู้จักเพื่อนใหม่ๆ เวลาอ่านหนังสือพิมพ์ พวกเขาจะมองแต่เรื่องที่อยากอ่าน จนถึงกับทำให้พลาดเรื่องที่เป็นผลประโยชน์แก่พวกเขาไปเลย



ในทางตรงข้าม คนโชคดีมีลักษณะนิสัยที่ผ่อนคลาย และเปิดกว้างมากกว่า และมักจะเห็นสิ่งต่างๆ ว่าอะไรเป็นอะไร มากกว่าจะเห็นแค่สิ่งที่เขากำลังค้นหา งานวิจัยของผมบอกในท้ายที่สุดว่า คนโชคดีสร้างชะตากรรมของพวกเขาขึ้นมาเอง ผ่านคุณลักษณะที่สำคัญ 4 ประการ ได้แก่

1. ทักษะในการสร้างโอกาส และมองเห็นโอกาส

2. ตัดสินใจอย่างชาญฉลาด โดยการฟัง “การหยั่งรู้ที่เกิดขึ้นในใจ” ของคนอื่น

3. สร้างความคาดหวังในด้านบวกด้วยตัวเอง เชื่อในอนาคตที่สมหวัง

4. มีทัศนคติที่ยืดหยุ่น ที่สามารถเปลี่ยนโชคไม่ดีในชีวิต ให้เป็นเรื่องดีได้



ในช่วงท้ายของการวิจัย มีการกระตุ้นความอยากรู้ว่าหลักการทั้ง 4 ข้อนี้มีประสิทธิภาพในการสร้างโชคดีได้มากเพียงใด

จึงได้ขอให้อาสาสมัครใช้เวลาอีกหนึ่งเดือนเข้ารับการฝึกฝนตามโปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อช่วยฝึกให้พวกเขาคิด

และปฏิบัติแบบคนโชคดี



ผลลัพธ์ที่ได้ยิ่งกว่านิยาย พวกเขาสามารถสังเกตเห็นโอกาสมากขึ้น มีทักษะการฟัง และเข้าใจความคิดของผู้อื่นมากขึ้น มีความเชื่อในอนาคตที่ดีๆ มากขึ้น และสามารถมองเรื่องร้ายๆ ให้เป็นเรื่องดีได้



หนึ่งเดือนหลังจากนั้น อาสาสมัครได้กลับมาอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้น่าประหลาดใจอีกแล้ว กว่า80% ของอาสาสมัครรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขขึ้น รู้สึกพอใจกับชีวิตมากขึ้น และในบางครั้ง (ซึ่งสำคัญมาก) รู้สึกว่าตัวเองมีโชคมากขึ้น





คนที่โชคดีอยู่แล้ว ดียิ่งขึ้น –  คนอับโชค เริ่มมีโชคดีบ้าง

ท้ายที่สุด ‘ปัจจัยแห่งโชค’ ประกอบด้วย

1. เชื่อสัญชาติญาณลึกของคุณ – มันมักจะถูกต้อง

2. เปิดกว้างให้กับประสบการณ์ใหม่ๆ – ลองเปลี่ยนรูปแบบที่จำเจดูบ้าง

3. ให้เวลาตัวเองสักครู่หนึ่งในทุกวัน ทบทวน และจดจำเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้น

4. วาดภาพความโชคดีก่อนลงมือทำสิ่งสำคัญๆ





เคล็ดลับการสร้างความโชคดี



           1. ต้องเรียนรู้ที่จะสร้างโอกาสดีๆ และไม่ทิ้งโอกาส ตามกฎของคนโชคดี เขามักจะมีเพื่อนเยอะ เอาไว้ขอความช่วยเหลือ ยิ่งมีเพื่อนมากโอกาสก็เยอะมากขึ้นไปด้วย ต้องเป็นคนที่เปิดกว้างยอมรับสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น อย่าใช้ชีวิตแบบตีกรอบ สามารถยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์



           2. จงเชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเอง (สัญชาตญาณ) คุณเชื่อไหมว่าการตัดสินใจครั้งแรกมักเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ขอให้เชื่อในสัญชาตญาณแรกของตัวเอง อย่าโลเล เพราะนั่นอาจทำให้คุณช้าหรือเสียโอกาส ทั้งยังควรตัดสินใจให้เด็ดขาด มีจุดยืนที่ชัดเจนและอย่าหวั่นไหวกับสิ่งรอบข้าง หนักแน่นเข้าไว้



           3.ต้องมีความฝัน และเชื่อว่ามันจะเป็นจริงได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตคนเรานั้นล้วนมาจากความคิด เพราะความคิดเป็นตัวนำแห่งการกระทำ ดังนั้นไม่ว่าคุณคิดอย่างไร สิ่งนั้นก็จะเกิดขึ้นกับคุณไม่ช้าก็เร็ว เพียงแค่มีความเชื่อว่าจะต้องเป็นไปได้ แม้มันจะห่างไกลหรือดูริบหรี่ แต่ก็ยังดีกว่าคนที่ไม่เคยแม้กระทั่งจะคิด เพราะมันทำให้เขาไม่มีเป้าหมายในชีวิต



           4.เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส คนโชคดีเขามักจะมองเห็นความผิดพลาด แล้วพลิกอุปสรรคนั้นเป็นแรงผลักดันให้ต่อสู้ใหม่อย่างถูกวิธี ยอมรับในความผิดพลาดของตัวเอง และรู้จักเรียนรู้ที่จะแก้ไขปรับปรุงจนกว่าจะถูกต้อง สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความแม่นยำในการดำรงชีวิตและเกิดความผิดพลาดน้อยลง ผิดกับบางคนที่เห็นอุปสรรคเป็นเรื่องใหญ่และล้มเลิกเพียงเพราะกลัวการแก้ปัญหา



           5.เป็นคนจริงใจ ไม่ว่าคุณจะทำการใดก็ตาม หากทำให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าคุณมีความจริงใจ (จากใจจริงด้วยนะ) แล้วล่ะก็ คุณก็จะได้รับความจริงใจกลับมาเช่นกัน ตัดปัญหาการเอารัดเอาเปรียบไปได้เลย นี่ก็เป็นอีกข้อที่คนโชคดีเขาทำกันจนเป็นนิสัย



           6.รู้จักนอบน้อมถ่อมตน และรู้จักกตัญญูรู้คุณ นี่คือประการสำคัญ เพราะถือว่าเป็นอาวุธที่มนุษย์ทุกคนสามารถสร้างได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินซื้อ เพียงแค่หมั่นฝึกฝนและทำให้เป็นนิสัย การอ่อนน้อมถ่อมตนนั้นเป็นกิริยาที่สร้างเมตตาให้เกิดแก่ตนเอง หากใครปฏิบัติจนเป็นนิสัยก็มักจะได้รับความช่วยเหลือ หรือหากมีปัญหาก็สามารถคลี่คลายได้อย่างง่ายดาย ส่วนความกตัญญูนั้น ก็จะทำให้คุณได้รับน้ำใจจากผู้ที่มีพระคุณอย่างต่อเนื่อง และให้ความรักความเมตตาพร้อมทั้งได้รับการอุปถัมภ์ในเรื่องต่างๆ อย่างเต็มใจอีกด้วย


วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560

A Perfect Murder เจ็บหรือตายอันตรายเท่ากัน

http://moviesdhd.blogspot.com/2014/04/a-perfect-murder.html

A Perfect Murder เรื่องนี้รีเมคจากหนังคลาสสิกของ Alfred Hitchcock เรื่อง Dial M for Murder ครับ สตีเวน (Michael Douglas) รู้ว่า เอมิลี่ ภรรยาของเขา (Gwyneth Paltrow) กำลังคบชู้อยู่กับศิลปินที่ชื่อเดวิด (Viggo Mortensen) แต่แทนที่จะโวยวายเขากลับซุ่มเงียบครับ ก่อนจะติดต่อเดวิดให้ช่วยลงมือฆ่าเอมิลี่แทน! ถ้าว่ากันถึงความขลังหนังคงเทียบต้นฉบับไม่ได้ครับ แต่หนังก็ยังมีดีที่นักแสดง คัดมาได้เหมาะมาก โดยเฉพาะ Douglas ที่เชี่ยวชาญสุดๆ ในบทคนเลือดเย็นแบบซ่อนเงียบ, Paltrow กับ Mortensen ก็สวมบทบาทได้พอเหมาะ และอีกรายที่น่าจดจำคือ David Suchet ในบทเจ้าหน้าที่ที่มาสืบคดี (หลังเดวิดลงมือไปแล้ว) รายหลังนี่ดูฉลาดหัวไว แต่ก็ใจเย็นและช่างสังเกต เรียกว่าพอฟัดพอเหวี่ยงกับ Douglas ทีเดียวครับ จุดสนุกของหนังคือการได้เห็น 4 ดารามาเชือดเฉือนฝีมือกันครับ ส่วนเนื้อหาก็ซับซ้อนพอประมาณ น่าติดตามในระดับหนึ่ง แม้จะมีช่วงอืดยืดบ้างแต่ก็ไม่มาก ตอนเห็นชื่อผู้กำกับก็แอบประหลาดใจเล็กๆ ครับ เพราะเขาคือ Andrew Davis ที่ถนัดทำหนังแอ็กชันอย่าง The Fugitive และ Under Siege พอมาเรื่องนี้ก็ถือว่าทำได้ไม่เลวครับ เพียงแต่บทหนังยังเข้มข้นได้อีกพอสมควร กระนั้นผลที่ได้ก็จัดว่าพอเพลินอยู่ เป็นหนังระทึกขวัญอีกเรื่องที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบ 4 ดารานำครับ หรือถ้าชอบแนวระทึกก็สามารถลองลิ้มได้ครับ แต่ขออย่างเดียวคือพยายามอย่าเอาไปเปรียบกับต้นฉบับของ Hitchcock ก็แล้วกัน