วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

เมื่อรถใช้แก๊สเกิดอุบัติเหตุ


  เมื่อรถใช้แก๊สเกิดอุบัติเหตุ
1. อุบัติเหตุจากการชน
        - จอดรถ ดึงเบรคมือ เปิดกระจกรถ
            - ปิดสวิทช์กุญแจ และดึงกุญญแจออกจากสวิทช์กกุญแจ
http://www.energy-reform.com/images/725.jpg
         - ลงจากรถนำของมีค่า และถังดับเพลิง (ถ้ามี) ออกมาด้วย
        - เปิดฝากระโปรงหน้า และหลัง เพื่อสังเกตุดูอาการผิดปกติ
         - ( กรณีเป็นถังรุ่นวาวล์เขียว แดง ธรรมดา แบบใช้มือหมุน ) ให้ปิดวาวล์มือหมุนที่ถังแก๊ส แล้วเปิดฝากระโปรงท้าย
           (ถ้าปิดวาล์วไม่ได้ให้ปฎิบัติหัวข้อต่อไป)
http://www.energy-reform.com/images/716.jpg   http://www.energy-reform.com/images/718.jpg
*ในกรณีที่เป็นถังแก๊สที่ใช้มัลติวาวล์โทมาเซทโต้ อิตาลี ( TOMASETTO, ITALY) ไม่จำเป็นต้องปิด วาวล์ด้วยตนเอง เพราะมัลติวาวล์จะปิดวาวล์เองโดยอัตโนมัติทันทีที่ปิดสวิทช์กุญแจเครื่องยนต์ (หากเป็นกรณีต่อวงจรของสวิทช์แก๊สผ่านวงจรสวิทช์กุญแจรถยนต์ – IGN )
         - ดึงฟิวส์ของระบบแก๊ส ข้างแบตเตอรี่ออก เพื่อตัดการทำงานของระบบแก๊ส
http://www.energy-reform.com/images/9652.jpg
        - หากมีกลิ่นแก๊สหรือน้ำมันเชื้อเพลิง ให้รีบออกห่างพอสังเกตุเห็นได้
         - หากมีเพลิงไหม้ให้รีบดับเพลิงที่ต้นเพลิงทันที หรือแจ้งเหตุฉุกเฉิน
         - หลังเกิดอุบัติเหตุ ก่อนจะใช้รถยนต์ ด้วยระบบแก๊สอีก ควรนำรถของท่านเข้ารับการตรวจเช็คจากช่างผู้มีความ ชำนาญ
       
ในระบบแก๊สก่อน
http://www.energy-reform.com/images/728.jpg
http://www.energy-reform.com/images/737.jpg   http://www.energy-reform.com/images/715.jpg    
2. อุบัติเหตุจากการกระแทกช่วงล่างหรือใต้ท้องรถยนต์
        - จอดรถ ดึงเบรคมือ ดับเครื่องยนต์ แล้วดึงกุญแจอออก
http://www.energy-reform.com/images/725.jpg   
        - ลงจากรถพร้อมสังเกตุกลิ่นรั่วของเชื้อเพลิงทั้งสองชนิด (ทั้งแก๊ส และ น้ำมัน) แล้วรีบปิดวาล์วมือหมุนถังแก๊ส(กรณีใช้ถังวาวล์มือ
       
หมุนแบบธรรมดา)
http://www.energy-reform.com/images/716.jpg   http://www.energy-reform.com/images/718.jpg
*ในกรณีที่เป็นถังแก๊สที่ใช้มัลติวาวล์โทมาเซทโต้ อิตาลี ( TOMASETTO, ITALY) ไม่จำเป็นต้องปิด วาวล์ด้วยตนเอง เพราะมัลติวาวล์จะปิดวาวล์เองโดยอัตโนมัติทันทีที่ปิดสวิทช์กุญแจเครื่องยนต์ (หากเป็นกรณีต่อวงจรของสวิทช์แก๊สผ่านวงจรสวิทช์กุญแจรถยนต์ – IGN )
       - ถ้าเชื้อเพลิงรั่วให้แจ้งเหตุฉุกเฉิน และไม่ควรสตาร์ทเครื่องยนต์อีก เพราะอาจเกิดเพลิงลุกไหม้ได้
       - ให้สังเกตกลิ่นเชื้อเพลิงรั่วประมาณ 5 นาที
       - ถ้าไม่มีกลิ่นเชื้อเพลิงรั่วให้ทดลองสตาร์ทเครื่องยนต์ (ปกติระบบจะสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยน้ำมัน ด้วยตัวระบบ อยู่แล้วทุกครั้ง)           สังเกตกลิ่นอีกครั้ง ประมาณ 3 นาที
        - ทดลองเปิดวาวล์ที่ถังแก๊ส แล้วสวิทช์เข้าระบบแก๊ส สังเกตกลิ่นแก๊สอีกครั้ง ถ้าไม่มีกลิ่นผิดปกติ ก็ขับ ต่อไปได้ แต่ถ้ายังมีกลิ่นแก๊สอยู่           ให้ยกเลิกระบบแก๊ส แล้วขับด้วยระบบน้ำมันแทน (ควรนำรถของท่านเข้า ศูนย์บริการรถยนต์และศูนย์บริการแก๊สรถยนต์โดยเร็ว)
http://www.energy-reform.com/images/728.jpg   http://www.energy-reform.com/images/737.jpg


 
  การดูแลรักษารถยนต์ใช้แก๊ส
       1. ตรวจเช็ครถตามระยะกำหนดของรถรุ่นนั้นๆ
            - น้ำหล่อเย็น - ควรใช้น้ำยาหล่อเย็นตามคู่มือกำหนด
http://www.energy-reform.com/images/9666.jpg
             2. น้ำมันเครื่อง - อาจเลือกใช้น้ำมันเครื่องสำหรับรถยนต์ที่ใช้ระบบแก๊ส (LPG หรือ NGV) เป็นเชื้อเพลิง เช่น PTT PERFORMA              สำหรับรถ Hybrid NGV/LPG
http://www.energy-reform.com/images/ngv-1-1.jpg 
            3. กรองอากาศ - ทำความสะอาดไส้กรองอากาศตามคู่มือกำหนด
http://www.energy-reform.com/images/9648.jpg   
            4. ข้อต่อแก๊สทุกจุด - ตรวจการรั่วโดยใช้น้ำสบู่ หยอดที่ข้อต่อแก๊ส ทุกจุดที่สามารถทำได้เอง (ตรวจขณะเปิดใช้ระบบ แก๊ส)
http://www.energy-reform.com/images/9654.jpg   http://www.energy-reform.com/images/9650.jpg
            5. ระดับน้ำมันเชื้อเพลิงควรมีอยู่ในถังอย่างน้อย 1/4 ถัง เพื่อ
                     5.1. มีน้ำมันสำรองกรณีแก๊สหมด หรือระบบจ่ายแก๊สขัดข้อง
                     5.2. ช่วยลดการเกิดสนิมในถังน้ำมัน
                     5.3. ป้องกันปั๊มจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเสียหายในกรณีที่ระบบแก๊สนั้นไม่ได้ตัดการทำงานของปั๊มจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง
            6. เข้ารับบริการตรวจเช็คระบบแก๊ส ตามระยะเวลาที่อู่ / ศูนย์ติดตั้งแก๊สนั้นๆกำหนด
http://www.energy-reform.com/images/728.jpg
http://www.energy-reform.com/images/warranty-1.jpg   http://www.energy-reform.com/images/737.jpg
            7. ควรสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยน้ำมัน เพื่อให้สตาร์ทง่าย ลดอาการสั่นขณะสตาร์ทและหล่อเลี้ยงระบบเชื้อเพลิง (ระบบแก๊สส่วนใหญ่             จะสตาร์ทเครื่องยนต์ทุกครั้งด้วยน้ำมันอยู่แล้ว)
             8. การดับเครื่องยนต์ ควรดับด้วยระบบน้ำมันบ้างในบางวัน เพื่อให้น้ำมันเข้าสู่ระบบต่างๆ เช่นหัวฉีดน้ำมันกระบอกสูบ,
        
ห้องเผาไหม้ ฯลฯ เพื่อไม่ให้ห้องเผาไหม้แห้งจนเกินไป ( แนะนำอย่างยิ่งให้ปฏิบัติดังกล่าวในกรณีที่ท่านจะต้องจอดรถ หรือไม่ ใช้
        
รถเป็นเวลานานหลายๆวัน)
            9. ควรเติมแก๊สจากสถานีบริการที่มีมาตรฐาน (อาจมีสิ่งปลอมปนได้ในปั๊มแก๊สที่ไม่ได้มาตรฐาน)
            10. หากไม่ใช้รถยนต์เป็นเวลานานหลายวัน ควรปิดวาล์วมือหมุนที่ถังแก๊ส เพื่อป้องกันแก๊สรั่วในกรณีที่ระบบวาล์วไฟฟ้าที่จุดอื่น
        
บกพร่อง
http://www.energy-reform.com/images/715.jpg   http://www.energy-reform.com/images/718.jpg
'ทั้งหมดนี้เป็นการดูแลรักษารถยนต์ใช้แก๊สด้วยวิธีง่ายๆ ทุกท่านสามารถนำไปปฏิบัติได้ เพื่อความปลอดภัยของท่าน และเพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ และระบบ Gas ในรถของท่านได้บ้างไม่มากก็น้อยครับ. '

เครดิตโดยวิรัช คงรักษ์
ช่างระดับ 8
แผนกเทคโนโลยีสารสนเทศ
กองบำรุงรักษาสื่อสาร
ฝ่ายปฏิบัติการภาคเหนือ

10 อันดับสิ่งของถวายสังทาน คือ

10 อันดับสิ่งของถวายสังทาน คือ


1.อุปกรณ์เครื่องเขียน ได้แก่สมุด ปากาไ ม้บรรทัด เป็นต้น
2.ใบมีดโกน ที่เป็นแบบด้ามเหล็ก
3.ผ้าไตรจีวร
4.หนังสือที่มีประโยชน์ เช่น หนังสือสวดมนต์ หนังสือที่เกี่ยวกับธรรมะ หนังสือทางวิชาการ และสารคดีที่ให้ความรู้
5.รองเท้าแตะ  สีดำรูปแบบตามความเหมาะสม
6.ยารักษาโรคที่ใช้กันทั่วๆไป เช่น แก้ปวด แก้ไข้ ยาลดกรด  เป็นต้น
7.ผ้าขนหนูเนื้อดีๆ ขนาดเหมาะสม สีเหลืองนะจ๊ะ
8.อุปกรณเกี่ยวกับไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์
9.อุปกรณ์ทำความสะอาดเช่น น้ำยาล้างจาน  น้ำยาทำความสะอาดพื้น แปร ง ขัดพื้น เป็นต้น
10.ยาสระผม (ใช้สำหรับสระหนังศรีษะและตอนโกนผม)
คิดว่าครั้งต่อๆไปจะถวายสังฆทานเราควรจะเลือกสิ่งของที่ถวายพระแล้วท่านได้ใช้กันเนอ

นิสัย ของคน 8 GEN


นิสัย ของคน 8 GEN มาดูกัน... คน 8 เจเนอเรชั่น คุณอยู่ในกลุ่มไหนกัน ?




อีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า สังคมไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มขั้น สวนทางกับอัตราการเกิดที่มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากผู้หญิงยุคใหม่เป็นเวิร์กกิ้งวูแมนมากขึ้น สนใจเรื่องการทำงานมากกว่าคิดจะมีครอบครัว สาวโสดก็เลยครองเมืองกันเพียบ นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โครงสร้างประชากรไทยกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป และดูเหมือนว่า ในอนาคตเราอาจจะเผชิญกับสภาวะที่ขาดแคลนแรงงานก็เป็นได้



อย่างไรก็ตาม จริง ๆ แล้ว โครงสร้างของสังคมมีการเปลี่ยนแปลงมาตลอดทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจในช่วงนั้นที่เป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และคนในแต่ละยุค แต่ละสมัยก็จะมีพฤติกรรม ความคิด ทัศนคติ ไลฟ์สไตล์ ความรู้ความสามารถ ค่านิยม การบริหารจัดการที่แตกต่างกันออกไป ทางสหรัฐอเมริกา และโลกตะวันตก จึงได้จัดแบ่งกลุ่มคนออกเป็นรุ่นต่าง ๆ 8 เจเนอเรชั่น ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเกณฑ์การจัดแบ่งรุ่นนี้ก็เป็นที่นิยมใช้กันไปทั่วโลกด้วย

...ลองไปตรวจสอบกันดูซิว่า ครอบครัวของคุณ และตัวคุณเอง อยู่ในรุ่นไหนบ้าง และมีอุปนิสัยคล้ายกับข้อมูลต่อไปนี้หรือไม่



1. Lost Generation

ประชากรยุคแรกที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2426-2443 หรือในช่วงทศวรรษที่ 80 ปัจจุบันคนกลุ่มนี้เสียชีวิตไปหมดแล้ว จึงถูกตั้งชื่อว่า "Lost Generation" เหตุการณ์ที่สำคัญที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนยุคนี้ก็คือ การเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1



2. Greatest Generation

Greatest Generation หรือที่รู้จักกันว่า G.I. Generation คนกลุ่มนี้เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2444-2467 คือยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกเขาจึงกลายมาเป็นกำลังหลักของการต่อสู้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสงครามสงบ เกิดสภาพเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลก คนรุ่นนี้จึงเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจให้กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง

ผู้คนในยุคนั้นจะมีความเป็นทางการสูง ผู้ชายจะใส่สูทผูกเนคไทเมื่อออกจากบ้าน คนในสังคมจะมีแบบแผนปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน คือ มีความคิด ความเห็น ความเชื่อเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เชื่อมั่นรัฐบาล อำนาจรัฐ มีจิตสำนึกความเป็นพลเมืองร่วมกัน



3. Silent Generation

หมายถึงคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2468-2488 ประชากรรุ่นนี้จะมีไม่มากเท่ารุ่นอื่น ๆ เพราะเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดี และหลังจากนั้นก็เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ดังนั้น ผู้คนจึงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ต้องทำงานหนักในโรงงาน หามรุ่งหามค่ำ คนรุ่นนี้จึงมีความเคร่งครัดต่อระเบียบแบบแผนมาก มีความจงรักภักดีต่อนายจ้าง และประเทศชาติสูง เคารพกฎหมาย เป็นยุคที่ผู้หญิงเริ่มออกมาทำงานนอกบ้านกันมากขึ้น กระทั่งเวลาผ่านไป เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว คนในรุ่นนี้จึงได้รับโอกาสมากขึ้น มีช่องทางการสร้างกิจการของตัวเอง รวมทั้งมีบทบาทในการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นรากฐานจนถึงปัจจุบันนี้



4. เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer)

เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) หรือ Gen-B หมายถึงคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2489 – 2507 หรือในยุคสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 สาเหตุ ที่เรียกว่า "เบบี้บูมเมอร์" ก็เพราะว่าหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง บ้านเมืองที่ผ่านการสู้รบได้รับความเสียหายอย่างหนัก ประชากรที่เหลืออยู่ในแต่ละประเทศจึงต้องเร่งฟื้นฟูประเทศให้กลับมาแข็ง แกร่งมั่นคงอีกครั้ง แต่ทว่า...สงครามที่ผ่านพ้นไปก็ได้คร่ากำลังพล และแรงงานไปเป็นจำนวนมาก ประเทศเหล่านี้จึงขาดแรงงานในการขับเคลื่อน ประเทศ คนในยุคนั้นจึงมีค่านิยมที่จะต้องมีลูกหลาย ๆ คน เพื่อสร้างแรงงานขึ้นมาพัฒนาประเทศชาติ จึงเป็นที่มาของคำว่า "เบบี้บูมเมอร์" นั่นเอง

ปัจจุบันนี้ คนยุคเบบี้บูมเมอร์คือคนที่มีอายุตั้งแต่ 49 ปีขึ้นไป และเริ่มเข้าสู่วัยชราแล้ว คนกลุ่มนี้จึงเป็นคนที่มีชีวิตเพื่อการทำงาน เคารพกฎเกณฑ์ กติกา มีความอดทนสูง ทุ่มเทให้กับการทำงานและองค์กรมาก สู้งาน พยายามคิดและทำอะไรด้วยตัวเอง เป็นเจ้าคนนายคน ถูกครอบครัวสั่งสอนมาให้เป็นคนประหยัด อดออม จึงมีการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และระมัดระวัง คน ในยุคอื่น ๆ อาจจะมองคนยุคเบบี้บูมเมอร์ว่าเป็นพวก "อนุรักษนิยม" เป็นคนที่เคร่งครัดในขนบธรรมเนียมประเพณี แต่คนกลุ่มนี้ถือว่าน่าจะมีจำนวนมากที่สุดในสังคมปัจจุบันเลยทีเดียว

เหตุการณ์สำคัญที่คนในรุ่นนี้เคยประสบ หรือเคยได้ยินก็คือ ข่าวความสำเร็จของการส่งนักบินอวกาศไปเหยียบดวงจันทร์ ข่าวการทำสงครามเวียดนาม เป็นต้น



5. เจเนอเรชั่น เอ็กซ์ (Generation X)

หลัง จากยุคเบบี้บูมเมอร์ส่งผลให้เด็กเกิดมากขึ้น ปัญหาที่ตามมาก็คือ ทรัพยากรที่มีอยู่ในโลกนี้ไม่เพียงพอที่จะจัดสรรให้ได้ทุกคน เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาชนจึงกลับมานั่งคิดว่า หากไม่ควบคุมอัตราการเกิดไว้ สุดท้ายแล้วคนทั้งโลกก็จะขาดแคลนอาหาร ดังนั้น จึงเกิดเป็นยุค "เจเนอเร ชั่น เอ็กซ์" (Generation X) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า "Gen-X" ที่เป็นกระแสตีกลับจากยุคเบบี้บูมเมอร์ มีการควบคุมอัตราการเกิดของประชากร อย่างเช่นในประเทศจีนก็มีการรณรงค์ให้คนมีลูกได้เพียง 1 คนเท่านั้น

คนยุคนี้จะเกิดอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2508-2522 อาจเรียกอีกชื่อว่า "ยับปี้" (Yuppie) ที่ย่อมาจาก Young Urban Professionals เพราะ เกิดมาพร้อมในยุคที่โลกมั่งคั่งแล้ว จึงใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย เติบโตมากับการพัฒนาของวิดีโอเกม, คอมพิวเตอร์, สไตล์เพลงแบบฮิปฮอป และอาจทันดูทีวีจอขาวดำด้วย

ปัจจุบัน คนยุค Gen-X เป็นคนวัยทำงาน มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไปแล้ว พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ที่เด่นชัดมากก็คือ ชอบอะไรง่าย ๆ ไม่ต้องเป็นทางการ ให้ความสำคัญกับเรื่องความสมดุลระหว่างงานกับครอบครัว (Work–life balance) มีแนวคิดและการทำงานในลักษณะรู้ทุกอย่างทำทุกอย่างได้เพียงลำพังไม่พึ่งพาใคร เป็นตัวของตัวเองสูง มีความคิดเปิดกว้าง มีความคิดสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตาม หลายคนใน Gen-X มีแนวโน้มที่จะต่อต้านสังคม ไม่ได้เชื่อเรื่องศาสนา และ ไม่ได้ยึดขนบธรรมเนียมประเพณีมากนัก เป็นคนที่มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวกับวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป อย่างเช่นมองว่าการอยู่ก่อนแต่ง หรือการหย่าร้างก็เป็นเรื่องปกติ เช่นเดียวกับเรื่องเพศที่ 3 ซึ่งต่างจากกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ที่มองเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องผิดจารีตประเพณี เป็นอย่างยิ่ง



6. เจเนอเรชั่น วาย (Generation Y)

ถัดจากยุค Gen-X ก็คือ ยุคเจเนอเรชั่นวาย (Generation Y) หรือ ยุค Millennials ซึ่งก็คือคนที่เกิดอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2523–2540 คนกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง และค่านิยมที่แตกต่างระหว่างรุ่นปู่ย่าตายาย กับ รุ่นพ่อแม่ แต่ก็รับเอาความเจริญรุดหน้าของเทคโนโลยี และอินเทอร์เน็ตเข้ามาแทรกอยู่ในการดำรงชีวิตประจำวันด้วย

ยุคนี้จะเป็นยุคที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตเป็นอย่างมาก ทำให้พ่อแม่ที่ค่อนข้างจะประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วจะดูแลเอาใจใส่ลูก ๆ เป็นอย่างดี เด็กยุคนี้จึงมักจะถูกตามใจตั้งแต่เด็ก ได้ในสิ่งที่คนรุ่นพ่อแม่ไม่ค่อยได้ มีการศึกษาดี มีลักษณะนิสัยชอบการแสดงออก มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ชอบถูกบังคับให้อยู่กรอบ ไม่ชอบอยู่ในเงื่อนไข ชอบเสพข่าวสารผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่หลากหลาย มีอิสระในความคิด กล้าซัก กล้าถามในทุกเรื่องที่ตัวเองสนใจ ไม่หวั่นกับคำวิจารณ์ มีความเป็นสากลมาก มองว่าการนิยมชมชอบวัฒนธรรม หรือศิลปินต่างชาติเป็นเรื่องธรรมดา

ปัจจุบัน คนกลุ่มนี้อยู่ในทั้งช่วงวัยเรียน และวัยทำงาน และจากการที่ยุคนี้เป็นยุคที่มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงไม่น่าแปลกใจที่คนกลุ่มนี้จะมีความสามารถในการทำงานที่เกี่ยวกับการ ติดต่อสื่อสาร ชอบงานด้านไอที ใช้ความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ รวมทั้งสามารถทำอะไรหลาย ๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน เรียกได้ว่าสามารถใช้เครื่องมือเครื่องไม้ได้อย่างคล่องแคล่ว อย่างที่เราอาจจะเคยเห็นภาพคนยุคใหม่ที่นั่งเล่น iPad ไปด้วย คุยโทรศัพท์ไปด้วย แถมบางคนยังกินข้าวไปพร้อม ๆ กันด้วยอีกต่างหาก

ในเรื่องการทำงาน คนกลุ่มนี้ต้องการความชัดเจนในการทำงานว่าสิ่งที่ทำมีผลต่อตนเองและต่อหน่วย งานอย่างไร และชอบทำงานเป็นทีม ต่างจากกลุ่ม Gen-X ที่ชอบวันแมนโชว์มากกว่า เพราะคนในวัย Gen-X จะถูกฝึกมาแบบนั้น ต่างจากวัย Gen-Y ที่เติบโตมาพร้อมกับการประชุม การระดมความคิดเห็น แต่ทว่าคนกลุ่มนี้จะไม่ค่อยอดทนเหมือนรุ่นพ่อรุ่นแม่นัก หวังที่จะทำงานได้เงินเดือนสูง ๆ แต่ไม่อยากไต่เต้าจากการทำงานข้างล่างขึ้นไป คาดหวังในการทำงานสูง ต้องการคำชม กลุ่ม Gen-Y มักจะจัดสรรเวลาให้งานและชีวิตส่วนตัวในจุดที่สมดุลกัน พอหลังเลิกงานอาจไปทำกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเอง เช่น ไปเล่นฟิตเนส ไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง จะไม่ค่อยหมกมุ่นอยู่กับงานเหมือนกับคนรุ่นก่อน

นอกจากนี้ กลุ่ม Gen-Y จะเป็นคนมองโลกในแง่ดี มีใจช่วยเหลือสังคม รักษาสิ่งแวดล้อม มีความสัมพันธ์ที่ดีและแน่นแฟ้นกับพ่อแม่



7. เจเนอเรชั่น ซี (Generation Z)

Gen-Z คือ คำนิยามล่าสุดของคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน หมายถึงคนที่เกิดหลัง พ.ศ. 2540 ขึ้นไป เทียบ อายุแล้วก็คือวัยของเด็ก ๆ นั่นเอง เด็ก ๆ กลุ่ม Gen-Z นี้ จะเติบโตมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายที่อยู่แวดล้อม มีความสามารถในการใช้งานเทคโนโลยีต่าง ๆ และเรียนรู้ได้เร็ว เพราะพ่อแม่ใช้สิ่งเหล่านี้อยู่ในชีวิตประจำวัน แต่สิ่งหนึ่งที่เด็กรุ่น Gen-Z แตกต่างจากรุ่นอื่น ๆ สมัยที่ยังเป็นเด็กอยู่ก็คือ เด็กรุ่นนี้จะ ได้เห็นภาพที่พ่อและแม่ต้องออกไปทำงานทั้งคู่ ต่างจากรุ่นก่อน ๆ ที่อาจจะมีพ่อออกไปทำงานคนเดียว ด้วยเหตุผลนี้ เด็ก Gen-Z หลาย ๆ คนจึงได้รับการเลี้ยงดูจากคนอื่นมากกว่าพ่อแม่ของตัวเอง

และนอกจาก 7 เจเนอเรชั่นที่บอกไปแล้ว ปัจจุบันนี้ยังมีคำนิยามเพิ่มขึ้นมาอีก 1 กลุ่ม แต่ไม่ได้จัดอยู่ร่วมกับ 7 เจเนอเรชั่นข้างต้น คือ กลุ่ม "Gen-C" เป็นคำใหม่ที่ Google และ Nielsen บัญญัติ ใช้สำหรับเรียกกลุ่มคนยุคใหม่ที่ไม่ได้แบ่งตามอายุเหมือน 7 เจเนอเรชั่นข้างบน แต่จัดกลุ่มตามพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต และโซเชียลเน็ตเวิร์ก

ทั้งนี้ คนที่จะถูกจัดเข้ากลุ่ม Gen-C นั้น ก็คือคนกลุ่ม Baby Boommer และ Gen-X ที่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง หันมาสนใจเทคโนโลยีมากขึ้น ไปจนถึงขั้นเสพติดการเชื่อมต่อ แต่ไม่รวมคนกลุ่ม Gen-Y เป็นพวก Gen-C ด้วย นั่นเพราะคนกลุ่ม Gen-Y ปกติก็จะมีการเชื่อมต่อโลกไร้สายเป็นประจำอยู่แล้ว ต่างกับคนกลุ่ม Baby Boommer และ Gen-X ที่ในอดีตแทบไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลย แต่เมื่อเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีมากขึ้น พฤติกรรมของคนเหล่านี้จึงต้องเปลี่ยนไปตามโลก

สำหรับคน Gen-C นั้น จะมีนิสัยที่เห็นเด่นชัดมาก ๆ คือ จะมีการเชื่อมต่อตลอดเวลา มีการอัพเดทข้อมูล สนใจข่าวสารที่ได้รับรู้มาในโลกไซเบอร์ พร้อมจะแชร์ต่อทุกเมื่อ ติดตามดูคลิปในยูทูบมากกว่านั่งดูโทรทัศน์ เหมือนกับสังคมออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของตัวเองไปแล้ว และคนกลุ่มนี้ก็ยังกลายมาเป็นผู้ขับเคลื่อนวัฒนธรรมใหม่ ๆ ด้วย

อย่างไรก็ตาม คนกลุ่ม Gen-C นี้ แม้จะชอบโพสต์ข้อความมากมาย แต่ก็จะโพสต์ด้วยความระมัดระวังกว่าคน Gen-Y ที่อาจจะโพสต์ตามอารมณ์มากกว่า ต่างกับคน Gen-C ที่จะโพสต์เพื่อแบ่งปันความรู้ ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร ฯลฯ

ถ้าเราลองเหลียวมองไปรอบ ๆ ตัว เราก็จะได้พบกับคนรุ่นต่าง ๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันก็คือ Baby Boomer, Gen-X, Gen-Y และ Gen-Z ซึ่งนักการตลาด นักธุรกิจ ผู้บริหารองค์กรต่าง ๆ จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากทีเดียว เพราะจะช่วยทำให้พวกเขาได้เรียนรู้และเข้าใจบุคคลในวัยต่าง ๆ ได้ดีขึ้น เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเรื่องต่าง ๆ ส่วนตัวเราเอง การได้เข้าใจสิ่งเหล่านี้ก็จะช่วยลดช่องว่างระหว่างวัยในครอบครัว และลดช่องว่างในสังคมการทำงานได้ดีเลยล่ะ ^^

วิธีคลายเครียดของนักบัญชี

วิธีคลายเครียดของนักบัญชี

          นักบัญชี (accountant) เป็นตำแหน่งงานที่ได้ชื่อว่ามีความเครียดสะสมมากที่สุดอาชีพหนึ่ง สาเหตุหลักน่าจะมาจากการทำงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับตัวเลข  ความผิดพลาดในการทำงานเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น แต่ความถูกต้องของการทำงานคือสิ่งที่ถูกคาดหวัง หากเกิดความผิดพลาดขึ้นแล้ว นักบัญชีก็ยากที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ความเครียดและกดดันจึงเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย ไม่ใช่แค่นักบัญชีเองอย่างเดียว แต่คนรอบข้างก็รู้สึกได้ถึงความเครียดนั้นเช่นเดียวกัน

          หลายคนมักจะให้กำลังใจเพื่อนที่ทำงานบัญชีด้วยคำพูดที่ว่า “อย่าเครียด ผ่อนคลายบ้าง” แต่คำพูดเหล่านั้นอาจจะเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยากสำหรับนักบัญชี เพราะด้วยหน้าที่การงานแล้ว จะต้องทำอย่างไรจึงจะหลีกหนีจากความกดดันเหล่านั้นได้ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เมื่อพิจารณาดูกันอย่างถี่ถ้วนแล้ว งาน คือสิ่งเดียวที่ทำให้นักบัญชีเกิดความเครียด

          หลังจากเลิกงาน นักบัญชีก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่แสวงหาความสุข ไม่มีเรื่องงานให้กังวลใจ แต่เป็นไปได้หรือไม่ที่วันทำงานธรรมดาของพนักงานบัญชีจะเป็นวันที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน และปราศจากความเครียด วิธีใดบ้างที่จะช่วยผ่อนคลายความเครียดเหล่านั้นของนักบัญชีได้

1. ทำงานให้เป็นสุข

          ในระหว่างที่นั่งทำงาน เราอาจจะเปิดเพลงฟังเบา ๆ บ้างบางครั้ง เพื่อให้สมองได้รับการผ่อนคลาย เลือกเพลงที่เราชอบฟังแต่ควรเป็นเพลงที่ฟังสบาย ๆ ไม่เน้นเสียงร้องที่อาจจะรบกวนสมาธิของเรา หากเป็นไปได้ให้ลองฟังเพลงบรรเลง เช่น เพลงเปียโน เสียงธรรมชาติ เสียงน้ำตก เสียงนกร้องแทน เพราะเสียงเพลงเหล่านี้จะไม่มีเสียงร้องของนักร้องมากนัก เราก็จะไม่เสียสมาธิ และยังเป็นการกระตุ้นสมองให้ทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย เมื่อฟังไปสักพักเราก็จะรู้สึกว่างานเสร็จเร็วขึ้น รู้สึกเครียดน้อยลง เสียงเพลงจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เราจดจ่ออยู่กับงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. เปลี่ยนอิริยาบถทุก 2 ชั่วโมง

          การนั่งทำงานติดต่อกันทั้งวัน นอกจากจะไม่ส่งผลดีต่อร่างกายแล้ว ยังทำให้เกิดความเครียดด้วย เราจะรู้สึกว่าเราต้องแข่งขันกับเวลาอยู่ตลอด กดดันตัวเองให้ต้องรีบทำงานให้เสร็จ สมองไม่ได้รับการผ่อนคลาย ความเครียดก็ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากเป็นไปได้ ให้ลองลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ หรือเดินไปเติมน้ำดื่ม การตั้งเวลาให้กับตัวเองว่าต้องลุกขึ้นมาผ่อนคลายทุก 2 ชั่วโมง จะทำให้เรารู้สึกมีความหวังกับการทำงาน เพราะในใจเราจะรู้สึกว่าเดี๋ยวทำงานอีกนิดเดียวก็ได้พัก ช่วงเวลาในการทำงานก็จะไม่ยาวจนเกินไป

3. นอนกลางวันเพิ่มพลังงาน

          หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่าการนอนหลับพักผ่อนในเวลากลางวันช่วงสั้น ๆ ช่วยเพิ่มพลังให้เราได้ สำหรับคนทำงานที่ต้องอยู่กับความเครียดสูง ก็อาจจะเอาวิธีการนี้ไปปรับใช้ได เพราะความเครียดจะทำให้เราสูญเสียพลังงานไปส่วนหนึ่ง ให้เราลองหาเวลางีบหลับ เป็นเวลาสั้น ๆ ที่เราสามารถหาให้ตัวเองได้ในแต่ละวัน เช่น ช่วงพักกลางวัน หรือตอนบ่าย สัก 15-20 นาที ผลการวิจัยในหลาย ๆ ที่จะบอกเราว่าในระยะเวลาดังกล่าวร่างกายของเราจะได้ฟื้นฟูพลังงาน และทำให้เรามีแรงสู้งานต่อไป แม้ว่านักบัญชีจะมีเวลาพักผ่อนน้อย เพราะงานค่อนข้างยุ่ง แต่เชื่อเถอะว่าถ้าร่างกายของเราเหนื่อยล้าเกินกว่าจะไปต่อได้แล้วนั้น ก็ไม่ควรจะฝืน หยุดพักสักหน่อย คงดีกว่าฝืนทนทำงานไปแล้วเกิดความผิดพลาด นั่นอาจจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดีก็เป็นได้

4. อารมณ์ขันและเสียงหัวเราะ

          เมื่อเราได้ยินเสียงหัวเราะ เราจะรู้สึกว่าโลกนี้สดใสและเต็มไปด้วยความสุข คนทำงานบัญชีก็ควรจะหาโอกาสเช่นนั้นเพิ่มความสุข และลดความตึงเครียดให้กับตัวเองบ้าง หลังจากที่ต้องนั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน เราจะรู้สึกว่าถึงเวลาที่เราต้องผ่อนคลายบ้างแล้ว ในแต่ละวันเราควรจะมีเวลาพักให้กับตัวเองอย่างน้อย 15 นาที หรืออาจจะมากกว่านั้นเล็กน้อย เราควรชวนเพื่อนที่มีอารมณ์ขันมาคุยเล่นด้วยกันเบา ๆ อ่านหนังสือ หรือดูคลิปวีดีโอตลก โดยที่ไม่รบกวนคนรอบข้าง เพราะไม่เช่นนั้นคนอื่นจะเกิดความรำคาญได้ แล้วคิดไปว่าเราเอาเวลางานมานั่งเล่น เสียงหัวเราะจะช่วยให้เราลืมความเครียดไปได้ชั่วขณะ และกลับมาทำงานด้วยความความสดชื่น อีกทั้งยังอาจจะได้มุมมองใหม่ ๆ ในการทำงานเพิ่มขึ้น

5. คิดบวกและให้กำลังใจตัวเอง

          นักบัญชีที่ต้องเร่งปิดยอดให้ทันในช่วงสิ้นเดือน มักจะรู้สึกว่าเวลาของตัวเองมีน้อย แต่ต้องเร่งทำงานให้เสร็จทันเวลา จนบางครั้งทำงานผิดพลาดเพราะความเร่งรีบก็มีหลายครั้ง หากผิดพลาดมากก็อาจจะต้องเริ่มใหม่แต่ต้น หากนักบัญชีคนไหนเจอเหตุการณ์เช่นนี้ อย่าเพิ่งหมดหวัง หรือโกรธเกรี้ยวกับความผิดพลาดของตัวเอง ให้วางมือจากงานนั้นสักครู่ แล้วบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร เราทำใหม่ได้ จากนั้นก็เริ่มต้นทำงานใหม่ คราวนี้เราจะทำงานได้ดีขึ้น กำลังใจและการคิดบวกเป็นสิ่งสำคัญต่อการทำงานที่ต้องเผชิญกับความเครียด หากเราขาดสิ่งเหล่านั้น เราจะรู้สึกว่าเรากำลังเจอทางตัน และมองทุกอย่างเป็นปัญหาอยู่ตลอดเวลา หากเป็นไปได้ ลองเปลี่ยนความเครียดให้เป็นกำลังใจ และเป็นบทเรียนในการทำงานต่อไป

          ความเครียดในการทำงานเป็นสิ่งที่ปฏิเสธ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะปรับเปลี่ยนได้ เราสามารถเพิ่มเติมความสุขให้กับการทำงานของเราได้ ไม่มีงานไหนที่ทำแล้วไม่เครียด แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีงานใดที่ทำแล้วจะมีความสุขตลอดเช่นกัน มีเพียงเราเท่านั้นที่จะจัดการความรู้สึกเหล่านั้นได้

ขาวกับดำ

เศรษฐีคนหนึ่งชอบใจลูกสาวชาวนายากไร้ผู้หนึ่ง เขาเชิญชาวนากับลูกสาวไปที่สวนในคฤหาสน์ของเขา
เป็นกรวดกว้างใหญ่ที่มีแต่กรวดสีดำกับสีขาว
เศรษฐีบอกชาวนาว่า “ท่านเป็นหนี้ข้าจำนวนหนึ่ง แต่หากท่านยกลูกสาวให้ ข้าจะยกหนีสินให้ทั้งหมด” ชาวนาไม่ตกลง
เศรษฐีบอกว่า “ถ้าเช่นนั้นเรามาพนันกันดีไหม ข้าจะหยิบกรวดสองก้อนขึ้นมาใส่ในถุงผ้านี้ ก้อนหนึ่งสีดำ ก้อนหนึ่งสีขาว
ให้ลูกสาวของท่านหยิบก้อนกรวดจากถุงนี้ หากนางหยิบได้ก้อนสีขาว ข้าจะยกหนี้สินให้ท่าน
และนางไม่ต้องแต่งงานกับข้า แต่หากนางหยิบได้ก้อนสีดำ นางต้องแต่งงานกับข้า
และแน่นอนข้าจะยกหนี้ให้ท่านด้วย”ชาวนาตกลงเศรษฐีหยิบกรวดสองก้นใส่ในถุงผ้า หญิงสาวเหลือบไปเห็นว่า
กรวดทั้งสองก้อนนั้นเป็นสีดำเธอจะทำอย่างไร?
หากเธอไม่เปิดเผยความจริง ก็ต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกง หากเธอเปิดเผยความจริง
เศรษฐีย่อมเสียหน้า และยกเลิกเกมนี้ แต่บิดาของเธอก็ยังคงเป็นหนี้เศรษฐีต่อไปอีกนาน
ลูกสาวชาวนาเอื้อมมือลงไปในถุงผ้า หยิบกรวดขึ้นมาหนึ่งก้อน
พลันเธอปล่อยกรวดในมือร่วงลงสู่พื้น กลืนหายไปในสีดำและสีขาวของสวนกรวด
เธอมองหน้าเศรษฐี เอ่ยว่า “ขออภัยที่ข้าพลั้งเผลอปล่อยหินร่วงหล่น
แต่ไม่เป็นไรในเมื่อท่านใส่กรวดสีขาวกับสีดำอย่างละหนึ่งก้อนลงไปในถุงนี้
ดังนั้นเมื่อเราเปิดถุงออกดูกรวดก้อนที่เหลือ ก็ย่อมรู้ทันทีว่ากรวดที่ข้าหยิบไปเมื่อครู่เป็นสีอะไร”
ที่ก้นถุงเป็นกรวดสีดำ “…ดังนั้นกรวดก้อนที่ข้าทำตกย่อมเป็นสีขาว”
ชาวนาพ้นสภาพลูกหนี้ และลูกสาวไม่ต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกงคนนั้นเราส่วนใหญ่ถูกสอนมาให้มองปัญหาแบบขาวกับดำ
แต่ไม่ใช่ทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้อย่างขาวกับดำเสมอไป
ในทางตรงกันข้าม หากเราลองมองต่างมุม จะพบหนทางการแก้ปัญหามีมากกว่าหนึ่งสายเสมอ
และการยืดหยุ่นพลิกแพลงไปตามสถานการณ์เป็นวิธีการหนึ่งโลกไม่มีสีขาวกับดำ

...

8 เคล็ดลับง่ายๆในการเขียนจุด bullet คนจริงต้องการที่จะอ่าน

เคล็ดลับง่ายๆในการเขียนจุด bullet คนจริงต้องการที่จะอ่าน
มันเป็นโลกของ Twitter , เราเพียงแค่อาศัยอยู่ในนั้น
บล็อกโพสต์ทวิตเตอร์วิดีโอ วินาที, Google+, Facebook ของระยะเวลาและนับหมื่นของภาพที่ตรึงอยู่กับบอร์ดดิจิตอลจะบินผ่านมาเราได้เร็วขึ้นกว่าที่เราสามารถอ่านได้
เร็วกว่าที่เรายังสามารถสแกนพวกเขาขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของวัน
สิ่งนี้หมายความว่าสำหรับนักเขียนพยายามที่จะตัดผ่านมันทั้งหมดหรือไม่ อย่างน้อยสองสิ่งที่ฉันสามารถคิด:
1.            คุณควรที่จะรู้วิธีการเขียน พาดหัว
2.            คุณควรที่จะรู้วิธีการเขียนจุด bullet คว้าที่ (และเก็บ) สนใจ
เราไม่ได้บอกให้คุณเก็บสำเนาของคุณสั้น เรากำลังบอกให้คุณเก็บสำเนาของคุณสามารถอ่านได้
ทำไมจุด bullet? ชอบหรือไม่พวกเขาให้คนที่อ่านบล็อกโพสต์ของคุณหน้าบทความและคัดลอกเหมือนไม่มีอะไรอื่น ...
ลองมาดูอย่างรวดเร็วที่วิธีการที่จะได้รับนี้ทำและได้รับมันทำกัน:
พื้นฐานของการเขียนจุดกระสุนที่ทำงาน
สาระสำคัญของกระสุนที่ดีคือความกะทัดรัด + สัญญา
ความกะทัดรัดได้รับการรับรองคุณภาพของการเขียนที่ดีตั้งแต่เริ่มเขียน แต่เราทุกคนที่อาศัยอยู่ในยุคทวิตเตอร์มีคุณสมบัติการรับรู้เฉียบพลันของความกะทัดรัดเพียงวิธีการที่สำคัญคือในขณะนี้
ยาวจุด bullet ที่ซับซ้อนจะพ่ายแพ้วัตถุประสงค์ของการเขียนกระสุนที่ทุกคน - เพื่อให้ผู้อ่านของคุณเคลื่อนผ่านสำเนาของคุณ
สัญญาเป็นองค์ประกอบที่ hooks ผู้อ่านของคุณเหมือนปลา คุณกำลังทำข้อเรียกร้องธรรมดาและถูกต้องตามกฎหมายว่าผลิตภัณฑ์ / ความคิด / บริการของคุณจะให้พวกเขามีสิ่งที่พวกเขาได้รับการมองหา
ไปโดยไม่บอก ( แต่แน่นอนฉันจะบอกว่ามันอยู่แล้ว)คุณอย่างจะต้องส่งมอบในสัญญาที่คุณทำ อาจจะมีวิธีการที่เร็วขึ้นของการทำลายความน่าเชื่อถือและการทำงานของคุณไม่ให้ผู้อ่านของคุณสิ่งที่คุณสัญญาเป็นมั่นเหมาะในด้านบนสามมี แต่
ไบรอันคลาร์กเขียน ชัดเจน "จุด bullet 101" โพสต์ มานานกว่าห้าปีที่ผ่านมา ไปข้างหน้าและอ่านที่ผ่านโดยเร็วที่สุด
อย่างจริงจัง นี่คือการเชื่อมโยงที่อีกครั้ง - คลิกและอ่านโพสต์ประมาณ 10 ครั้งที่
และเนื่องจากฉันอยากจะขึ้นตรงขโมยจากคลาร์กกว่าพยายามที่จะ Outwrite เขาในพื้นที่นี้นี่คือบทสรุปของเขาสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ที่มีประสิทธิภาพและไม่:
1.                   กระสุนเป็นการแสดงออกถึงผลประโยชน์ที่ชัดเจนและสัญญาว่าจะให้ผู้อ่าน ที่เหมาะสม ... พวกเขากำลังมินิพาดหัวข่าว กระสุนขอแนะนำให้ผู้อ่านสแกนที่จะไปกลับเข้ามาในเนื้อสัตว์จริงของเนื้อหาหรือไปข้างหน้าพร้อมกับเรียกร้องให้ดำเนิน
2.                   ให้จุด bullet ของคุณสมมาตรถ้าเป็นไปได้ความหมายหนึ่งแต่ละบรรทัดสองบรรทัดแต่ละ ฯลฯ มันง่ายในสายตาและดังนั้นจึงง่ายขึ้นในผู้อ่าน
3.                   หลีกเลี่ยงความยุ่งเหยิงกระสุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไม่ได้เป็นความสับสนร่างรายละเอียดของคำบรรยายกระสุนและกระสุนย่อย กระสุนถูกออกแบบมาเพื่อความชัดเจนไม่สับสน
4.                   ขนานปฏิบัติ ให้กลุ่มกระสุนของคุณที่เกี่ยวข้องกับใจเริ่มต้นแต่ละกระสุนด้วยส่วนหนึ่งเดียวกันในการพูดและรักษารูปแบบไวยากรณ์เดียวกั
5.                   โปรดจำไว้ว่ากระสุน (เช่นพาดหัวข่าว) ไม่จำเป็นต้องมีประโยค หากคุณต้องการที่จะเขียนประโยคที่สมบูรณ์ติดกับย่อหน้าหรือรายการลำดับเลข
ตอนนี้เรากำลังยืนอยู่บนรากฐานที่มั่นคงขอย้ายเข้าไปอยู่ในวิธีการเขียนจริงกระสุนเหล่านี้ ...
วิธีในการเขียนจุด bullet ที่ทำงาน
คุณอาจได้เห็นนักเขียนบ่นเกี่ยวกับการแพร่กระจายของ "listicles" ในปีที่ผ่านมา
สิ่งที่เป็น elitists ไม่ทราบว่าสิ่งที่พวกเขากำลังพูดถึง อีกครั้งในโลกดิจิตอลนี้การพัฒนาอย่างรวดเร็วในระยะสั้นอย่างต่อเนื่องและเธอที่ทำให้รู้สึกแรกชนะ
และเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดเพื่อให้ความรู้สึกของความคิด - ออนไลน์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง - ไม่ได้ที่จะเป็นใบ้มันลงก็จะทำลายมันได้เป็นชิ้นย่อย
จุด bullet อาจจะเป็นวิธีที่ดีในการทำว่า - แต่ไม่เพียงแค่พึ่งพาเก่าประเภทสัญลักษณ์แบบง่ายๆที่คุณใช้ในขณะนี้ ขยายช่วงของคุณและเพิ่มเหล่านี้เพื่อ tollbox สำเนาของคุณ:
1.                   fascinations ภายนอก: ประเภทนี้จุด bullet ที่น่าสนใจมักจะพบในสำเนาการขาย พวกเขาสร้างความอยากรู้และการทำงานเช่นพาดหัวข่าวเพื่อให้การซื้อหรือการดำเนินการอื่น ๆ
2.                   fascinations ภายใน: fascinations ภายในจะสวยมากเหมือนกันกับภายนอกยกเว้นพวกเขากำลังได้รับการออกแบบที่จะชักชวนให้คนที่จะอ่านต่อไปโพสต์ที่พวกเขากำลังอ่านอยู่แล้ว
3.                   กระสุน chunking: แยกกระสุนออกจากประโยคจะช่วยให้คุณขับรถกลับบ้านจุดขณะที่ยังเพิ่มการใช้งานของเนื้อหาของคุณ
4.                   กระสุน Authority: กระสุนอำนาจที่ใช้ในการอ่านข้อมูลและหลักฐานที่สนับสนุนข้อโต้แย้งของคุณ เช่นเดียวกับการเขียนโน้มน้าวใจให้เปิดข้อมูลข้อเท็จจริงแห้งลงในการอ่านที่น่าสนใจเวลาที่คุณสามารถใด ๆ
5.                   กระสุน Cliffhanger: กระสุน Cliffhanger หยอกล้อและส่อให้เห็นสิ่งที่กำลังจะมาถึงต่อไปหรือในอนาคตอันใกล้ นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้กระสุนที่น่าตื่นเต้นที่จะวางรากฐานสำหรับโปรโมชั่นที่กำลังจะมาเปิดตัวหรือเหตุการณ์เนื้อหาพิเศษ
หากคุณต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการเขียนเหล่านั้น (รวมทั้งตัวอย่าง) ตรวจสอบนี้โพสต์คลาสสิกบน Copyblogger ประเภทสัญลักษณ์ที่มีประโยชน์
และ - เป็นโบนัสน้อย - เบน Settle ขยายการโพสต์ของไบรอันกับอีกไม่กี่ชนิดกระสุนของตัวเอง
นี่คือบางส่วนของเบนชื่นชอบ ความลับสัญลักษณ์ :
6.                   ให้อยู่ห่างออกกระสุน: เหล่านี้เป็นประเภทชอบผู้หญิงที่มือออกก้อนชีสที่ร้านขายของชำ เธอทำให้คนน้อย "รสชาติ" ของอาหารที่ช่วยให้พวกเขาแจ้งเตือนและการช้อปปิ้ง - และหลายครั้งที่พวกเขาจบลงด้วยสิ่งที่พวกเขาได้ลิ้มรสในรถเข็น
7.                   กระสุนขยายตัว: กระสุนเหล่านี้เลิก "เหมือนกัน" ของหน้า (เมื่อคุณมีหลายหน้าของกระสุน) และพวกเขาเพิ่มมากขึ้นแซวการสาธิตและการอยากรู้อยากเห็น นอกจากนี้พวกเขาให้มีความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ "ห่วง" ผลกับโฆษณาของคุณที่ช่วยดูดผู้อ่านกลับมาอยู่ใน
8.                   "ไม่สามารถทำได้" กระสุน: โดยทั่วไปนี้เป็นที่ที่คุณจะพูดอะไรบางอย่างที่แทบไม่น่าเชื่อ บางสิ่งบางอย่างจริง 100% แต่ที่แปลกประหลาดมากและ "ออกมี" มันทำให้คุณพูดว่า "วิธีใน Heck คุณสามารถทำอย่างนั้น?"
ขอแสดงความยินดีขณะนี้คุณรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับจุด bullet กว่ามากที่สุด copywriters ทำงาน
และนี่คือทางลัดที่ง่ายที่สุดที่จะข้ามไปเริ่มต้นคุณในศิลปะของกระสุน ...
ทางลัดที่ง่ายในการเขียนจุด bullet ที่ทำงาน
งานฝีมือแต่ละกระสุนราวกับว่ามันเป็นจะทำหน้าที่เป็นคุณ พาดหัวของคุณ
เป้าหมายที่นี่คือการบรรลุเอ่อ ... headlineability กันกระสุน
คุณจะไม่ได้บรรลุความสมบูรณ์แบบด้วยกันและทุกกระสุนที่คุณเขียน แต่ถ้าคุณยึดหลักการนี้โดยทั่วไปพวกเขาได้รับการเขียนง่ายมากเมื่อเวลาผ่านไป
และที่สำคัญมากขึ้นผู้ที่สวยงามเส้นสัญลักษณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ จะทำให้ผู้อ่านของคุณทำงานได้ลงหน้าเว็บของคุณเหมือนน้ำบนภาพนิ่ง
ต้องการมากยิ่งขึ้น?
เคล็ดลับเหล่านี้สำเนาอย่างรวดเร็วจะหมายถึงการได้รับคุณเริ่มต้นใน (และคิดเกี่ยวกับ) หลักการเขียนคำโฆษณาที่เฉพาะเจาะจงมากและกลยุทธ์
หากคุณต้องการภาพทั้งหมดของ "Copyblogger ปรัชญา" - รวมทั้งการเรียนการสอนกลยุทธ์การตลาดเนื้อหาการตลาดอีเมล์สื่อสังคมและอื่น ๆ - ไปข้างหน้าและคว้าฟรีของเรา เขียนคำโฆษณา 101 eBook


ต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวข้อนี้หรือไม่?
แล้วฟังตอนนี้พอดคาสต์สั้น ๆ ที่เรียกว่า วิธีการเขียน Killer จุด bullet กับ Jerod มอร์ริสและ Demian Farnworth และไม่ลืมที่จะสมัครเป็นสมาชิก Lede เมื่อคุณทำเสร็จ!