วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

แบ่งปันกับใคร by Siwaporn Traiphop

แบ่งปันกับใคร

ณ ร้านข้าวต้มในคืนหนึ่ง คนสองคนกับบทสนทนาแสนอันเรียบง่ายตามประสาคนคุ้นเคย
บลา บลา ๆๆๆๆๆๆ
ประโยคหนึ่งกล่าวว่า
เค้า!!!!  อืมมมมม นะ.....อยากมีบ้านปูนเปื่อยสวยๆ ติดภูเขา ไว้นั่งจิบกาแฟ ฟังเสียงนกในยามเช้า
แต่สะดุดตรงคำถาม แล้วคุณจะนั่งดื่มกาแฟกับใคร??? ใช่สิ+++!!!!  ชีวิตจะแบ่งปันกับใคร??


คุณรู้ตัวไหมว่า คุณเป็นคนโชคดี
มีผู้คนมากมายรายล้อม และพร้อมจะยอมให้ ให้ อยู่เสมอ
ร้อยคนที่เจอะเจอ พันคนที่อยากจะทำ ทำเพื่อคุณ

ใช่ไหม คุณรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน ไม่ว่าคุณยื่นมือออกไปเมื่อไหร่ก็เจอ




เวลาที่มีความสุขใจ ใครเล่าที่เราคิดถึงก่อน?
เวลาที่มีเรื่องทุกข์ใจ ใครกันเล่าที่เราคิดถึงก่อน?

ชีวิตคนเรามีทุกข์มากกว่าสุข
เวลามีความสุข มีคนมากมายที่พร้อมจะแบ่งปันความสุข
ไม่เพียงแต่เฉพาะคนรัก กระทั่งเราเองยังสามารถอยู่ตัวคนเดียวได้

แต่ไม่ใช่จะทุกคน ที่พร้อมจะแบ่งปันความทุกข์ของเรา
ใคร คือ คนที่พร้อมแบ่งปันความทุกข์กับเราด้วย

.............

ในเวลาที่มีความทุกข์เศร้า เราคิดแบ่งปันกับใคร?

ในช่วงชีวิตหนึ่ง .. เราจะมีใครบางไหมนะ

ใครบางคนที่ต่อกันติดแม้ไม่ต้องสบตา
ใครบางคนที่แม้ไม่ต้องเอ่ยวาจา ก็รู้ว่าต้องการสิ่งไหน
ใครบางคนที่ไม่เคยเอ่ยปากว่ารัก ก็รู้ใจ
ใครบางคนที่หันหลังไปพันครั้ง ก็ยังไม่เคยเกลียดเลย


อ่านแล้วนะ อ่านข้อความที่คุณส่งมาให้ มันยาวมาก
มากเสียจนอยากจะเรียกมันว่า เป็นข้อความสั่งเสียของคุณก็ว่าได้
นับว่าเก่ง ที่ยังทรงสติของตัว เขียนความระลึกถึงใคร ๆ ได้มากมาย

อยากบอกกับคุณว่า ขอบคุณ ขอบคุณนะ
ขอบคุณมากยิ่งกว่า ที่ให้ ใคร คนนั้นเป็นฉัน
และนั่น คงหมายถึงว่า ฉัน ช่างเป็นคนโชคดียิ่งกว่าใคร ๆ

สติสุดท้าย ในยามเจ็บปวดอ้างว้าง
ใครบางคนนั้นกลับคิด คิดถึงในเรื่องราวต่าง ๆ ที่มีต่อกัน
ยามทุกข์ที่สุดแล้ว เราเลือกจะคิดถึงใคร
อ่านแล้วอยากขอบคุณผู้คนเหล่านั้น

คนเรา เมื่อความตายมายืนอยู่ตรงหน้า
และพร้อมจะจับมือลากสติออกไปด้วยในทุกขณะ
ความโดดเดี่ยวในจิตใจ ย่อมร้องหาใครสักคนเป็นแน่แท้
จะยึดเหนี่ยว หรือ จะปล่อยวาง
หัวใจเราเองใช่ไหม ที่เป็นผู้กำหนด หาใช่ใครไหนเลย

แด่แม่ผู้จากไป by ศิวพร ไตรภพ

"รัก" คงอยู่ทุกขณะจิต
เชื่อเถอะว่ายังมีแม่ที่รักเราอยู่
อ่านจากเพื่อนคนหนึ่งที่อัพเดทไว้ FB
ประโยคของเขา สะกิดความรู้สึกในใจ
คนเรา ไม่ต้องการอะไรมากมายนักหรอกในชีวิต
ยามแก่เฒ่า ชราภาพลงไปแล้ว คงเหลือแต่ความเป็นเพื่อนที่จะมีให้กัน
อยู่ดูแลกันไป ทั้งในยามสุข ทุกข์ อยู่อย่างคนหง่อม ๆ ด้วยกัน
ไหนเลยจะอยากมาเบียดเบียนเวลาของลูกหลานที่ช่างมีค่าในทุกนาที
ลองย้อนกลับมองดูตัวเราเถิด ร้อยเหตุผลต่าง ๆ นา ๆ สารพัดจะเอามาเอ่ยอ้าง
งานด่วน งานเยอะ เจ้านายจะเอารายงาน ต้องเสร็จ ต้องได้ตัวเลข 
ยังปิดงบไม่ได้ ติดประชุมอยู่ ต้องไปพบลูกค้า 
แค่เหตุผลพื้น ๆ ที่เราจะบอกว่า ไม่มีเวลา
เสาร์อาทิตย์ล่ะ ไม่ไหวแม่ เหนื่อยมากเลย ขอพักหน่อย
เดี๋ยวต้องซักผ้าอีกกองเบิ้มเลย ผ้ายังไม่ได้ซัก นัดเพื่อนไว้ต้องไปกินข้าว
ไอ่นู่นมันจะแต่งงาน ไอ่นี่มันจะบวช หยุดตั้งสามสี่วันขอไปเที่ยวก่อนนะแม่
และถ้าแต่งงานไปแล้ว .. 
เหตุผลเดียวเลย ลูกต้องไปเรียนพิเศษ ไม่ว่างไปหานะแม่
ไม่ใช่แค่เขาเราก็เป็น ร้อยเหตุผลที่อยากจะนอกลิ้งเกลือกเทือกอยู่บนเตียง
หลังจากออกไปผจญกรรมนอกบ้าน 
พอมีเวลาแค่สองวันก็อยากจะอยู่กับบ้าน อ่านหนังสือ ดูทีวี 
ลืมคิดไปว่า 
คนที่อยู่บ้านทั้งเจ็ดวัน
เค้าคงอยากไปผจญกรรมนอกบ้านบ้าง 
เพราะเบื่อ ทีวีไม่มีอะไรจะดู หนังสือที่ตาฟางมองไม่ค่อยเห็น
ยิ่งไลน์ FB.. ลูกหลานก็ห้ามไม่ให้เล่น เพราะกลัวโทรศัพท์จะเสีย 55
เราไม่รู้หรอก เราไม่เคยมองเห็น เพราะเราไม่ได้ใส่ใจ
นานแค่ไหนแล้ว ที่ไม่ได้ดูแลท่าน นานแค่ไหนแล้ว ที่ท่านเฝ้าแต่ถามเราว่า อาทิตย์นี้เข้ามาหาแม่ไหม??


เชื่อเถอะว่ายังมีแม่ที่รักเราอยู่

อ่านจากเพื่อนคนหนึ่งที่อัพเดทไว้ FB
ประโยคของเขา สะกิดความรู้สึกในใจ

คนเรา ไม่ต้องการอะไรมากมายนักหรอกในชีวิต
ยามแก่เฒ่า ชราภาพลงไปแล้ว คงเหลือแต่ความเป็นเพื่อนที่จะมีให้กัน
อยู่ดูแลกันไป ทั้งในยามสุข ทุกข์ อยู่อย่างคนหง่อม ๆ ด้วยกัน
ไหนเลยจะอยากมาเบียดเบียนเวลาของลูกหลานที่ช่างมีค่าในทุกนาที

ลองย้อนกลับมองดูตัวเราเถิด ร้อยเหตุผลต่าง ๆ นา ๆ สารพัดจะเอามาเอ่ยอ้าง
งานด่วน งานเยอะ เจ้านายจะเอารายงาน ต้องเสร็จ ต้องได้ตัวเลข
ยังปิดงบไม่ได้ ติดประชุมอยู่ ต้องไปพบลูกค้า
แค่เหตุผลพื้น ๆ ที่เราจะบอกว่า ไม่มีเวลา


เสาร์อาทิตย์ล่ะ ไม่ไหวแม่ เหนื่อยมากเลย ขอพักหน่อย
เดี๋ยวต้องซักผ้าอีกกองเบิ้มเลย ผ้ายังไม่ได้ซัก นัดเพื่อนไว้ต้องไปกินข้าว
ไอ่นู่นมันจะแต่งงาน ไอ่นี่มันจะบวช หยุดตั้งสามสี่วันขอไปเที่ยวก่อนนะแม่
และถ้าแต่งงานไปแล้ว ..
เหตุผลเดียวเลย ลูกต้องไปเรียนพิเศษ ไม่ว่างไปหานะแม่


ไม่ใช่แค่เขาเราก็เป็น ร้อยเหตุผลที่อยากจะนอกลิ้งเกลือกเทือกอยู่บนเตียง
หลังจากออกไปผจญกรรมนอกบ้าน
พอมีเวลาแค่สองวันก็อยากจะอยู่กับบ้าน อ่านหนังสือ ดูทีวี


ลืมคิดไปว่า
คนที่อยู่บ้านทั้งเจ็ดวัน
เค้าคงอยากไปผจญกรรมนอกบ้านบ้าง
เพราะเบื่อ ทีวีไม่มีอะไรจะดู หนังสือที่ตาฟางมองไม่ค่อยเห็น
ยิ่งไลน์ FB.. ลูกหลานก็ห้ามไม่ให้เล่น เพราะกลัวโทรศัพท์จะเสีย 55


เราไม่รู้หรอก เราไม่เคยมองเห็น เพราะเราไม่ได้ใส่ใจ
นานแค่ไหนแล้ว ที่ไม่ได้ดูแลท่าน นานแค่ไหนแล้ว ที่ท่านเฝ้าแต่ถามเราว่า อาทิตย์นี้เข้ามาหาแม่ไหม??



วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561

เกินพอดีคือไม่พอดี

ไม่ได้เขียนผ่านตัวอักษรเสียนาน

" นำมาทำไม วัตถุประสงค์ที่ตีพิมพ์มาเพื่ออะไร รู้ไหมเอาหนังสือมาถวายแบบนี้ โยมไม่ได้บุญหรอก คนที่จะได้บุญคือพระ เพราะพระต้องนำไปแจกอีก
ทำไมโยมไม่เอาไปแจกเอง คนส่วนใหญ่เอาหนังสือไป ไม่อ่านกันหรอก เปิดผ่านไปแล้วก็วางเอาไว้ แบบนี้จะได้บุญอะไร โยมทำแบบนี้ก็เหมือนทำกำไรให้สำนักพิมพ์ ให้ได้เงิน บุญก็ไม่ได้ ต้องเสียเงินอีก บุญเกิดจากอะไร เกิดจากการภาวนา เพียร ถือศีล แบบนี้ถึงจะได้บุญ ( อันนี้เราก็ทำค่ะ เป็นปกติ ) ......... หรือไม่ก็บริจาคเงินเอาไปพัฒนาวัด ยังจะได้บุญมากกว่า "  

ตัดมาจากพันธ์ทิพย์

พอดีมีโอกาสถวายหนังสือสวดมนต์เย็น พระท่านต้องการ 100 เล่ม มีคนร่วมบริจาค 200 เล่ม
อีก 100 เล่ม เลยรอทำถวายวัดที่มีความต้องการหนังสือสวดมนต์

เมื่อวานมีโทรศัพท์จากสำนักพิมพ์ว่า "พิมพ์ทั้งหมด 300 เล่มต้องการอีกไหม"
อืมมมมม น่าคิด

เกินพอดีคือไม่พอดี อุปสงค์ อุปทาน ต้องตรงกัน

“อกฺขรา เอกํ เอกญฺจ พุทฺธรูปํ สมํ สิยา

สร้างอักขรธรรมหนึ่งอักษร เท่ากับสร้างพระพุทธรูปหนึ่งองค์”
อานิสงส์แจกหนังสือธรรมะเป็นธรรมทาน 11 ประการ
ธรรมทาน เป็นเครื่องเตือนสติให้เราระลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ ของสรรพสิ่งทั้งหลาย ทั้งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต เป็นหนทางหนึ่ง อย่างเช่นการรู้คุณของพ่อแม่ รู้คุณแผ่นดินเกิด คุณธรรมทั้งหลายนี้ ถือว่าเป็นต้นน้ำแห่งพระธรรม(ความเป็นจริง) ที่สามารถฉุดช่วยผู้คนให้พ้นภัยเวียนได้ทัน เพราะการชี้แนะ จะด้วยกุศโลบายใดๆ ถือเป็นเป็นมหากุศลยิ่งกว่าสร้างเจดีย์แก้วเจ็ดชั้น

ขอ ให้พระธรรมอันลึกซึ้ง จงสถิตอยู่ทุกดวงจิต คอยติดตามปกป้องคุ้มครอง ช่วยเตือนสติให้บังเกิดความสำนึกรู้คุณของเหตุและรู้คุณของผล จากเจตนาด้วยกาย วาจา ใจ อันเป็นผลตอบแทนแก่บุพการีให้สมกับความเป็นมนุษย์ทั้งหลายอย่างแท้จริง


1. กรรมเวรจากอดีตชาติจะได้ลบล้าง

2. หนี้เวรจะได้คลี่คลาย พ้นภัยจากทะเลทุกข์

3. โรคภัยไข้เจ็บจากเจ้ากรรมนายเวรจะพ้นไป

4. สามีภรรยาที่แตกแยกจะคืนดีต่อกัน

5. วิญญาณของเด็กที่แท้งในท้องจะได้ไปเกิดใหม่

6. กิจการงานจะราบรื่นสมความปรารถนา

7. บุตรจะเฉลียวฉลาดและเจริญรุ่งเรือง

8. บารมีคุ้มครองลูกหลานให้อยู่เย็นเป็นสุข

9. พ่อแม่จะมีอายุยืน

10. ลูกหลานเกเรจะเปลี่ยนแปลงเป็นคนดี

11. วิญญาณทุกข์ของบรรพบุรุษจะพ้นจากการถูกทรมานไปสู่สุคติ

การแจกหนังสือเป็นธรรมทาน อานิสงส์จากการให้ธรรมทาน จะเป็นไปตามความมุ่งมั่นศรัทธาและความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งผู้ให้จะสัมผัสรับรู้ได้เอง.

วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561

แนวคิดทฤษฏีการบริหารการจัดการ cr.by adisony


แนวคิดนักบริหารกับมิติการจัดการ  : Thomas J. Peters   ผลงานที่ยอดเยี่ยม  คือ  Insearch of Excellence


คุณสมบัติที่ทำให้องค์กรเป็นเลิศ 8 ประการ
1.  การมุ่งเน้นที่การปฏิบัติ (Bias for Action)
2.  การมีความใกล้ชิดกับลูกค้า (Close to the Customer)
3.  การให้ความอิสระในการทำงานและสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของกิจการ (Autonomy and Entrepreneurship)
4.  การเพิ่มผลผลิตโดยพนักงาน (Productivity Through People)
5.  การติดตามงานอย่างใกล้ชิดและการใช้ค่านิยมเป็นแรงผลักดัน (Hands-on and Value Driven)
6.  การทำแต่ธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญ (Stick to the Knitting)
7.  การมีรูปแบบที่เรียบง่ายและใช้พนักงานอย่างมีประสิทธิภา   (Simple Form and Lean Staff)
8.  การเข้มงวดและผ่อนปรนในเวลาเดียวกัน (Simultaneous Loose tight Properties)

องค์ประกอบองค์การแห่งความเป็นเลิศ


1.            Robert  H.Waterman JR -- โรเบิร์ต เอช วอเทอร์แมน จูเนียร์  เป็นชาวอเมริกัน จบการศึกษา ปริญญาตรีgeophysicsจาก Colorado School of Mines ปริญญาโท MBA จาก Stanford University

ประวัติการทำงานWaterman เป็นที่รู้จักเคียงคู่กันมากับ Tom Peters ที่โด่งดังมาจากผลงานวิจัยที่เอามาเขียนเป็นหนังสือ In Search of Excellenceและยังเป็นนักพูดชั้นเยี่ยม   เคยเป็นที่ปรึกษาให้กับ McKinsey & Company ที่เดียวกับ Tom Peters เป็นเวลา 21 ปี  และมีบริษัทที่ปรึกษาของตนเองชื่อ The Waterman Group, Inc. Waterman ใช้คำว่า Adhocracy กับองค์กร ที่นับเป็นจุดเน้น   คำว่าองค์กรที่ถือหลักการ adhocracy จะเป็นองค์กรที่มีโครงสร้างเรียบง่าย ไม่สลับซับซ้อน
                       ท่านให้แนวคิดว่ายุคที่มีการเปลี่ยนแปลงสูง องค์กรต้องสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนั้นได้  สิ่งสำคัญที่องค์กรปัจจุบันต้องการมากคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนการใช้เทคนิคต่างๆในการแก้ปัญหาในหนังสือAdhocracy: the Power to Change ท่านได้ใช้ทักษะจากการเป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการมากว่า 25 ปี นำเสนอวิธีการในการที่จะสร้างองค์กรแบบ adhocracy และผลักดันให้มันทำงานได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างทีมงานและการแยกกระจายหน่วยงานที่ใหญ่และซับซ้อนออกเป็นหน่วยย่อย สร้างวัฒนธรรมให้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาอย่างเป็นธรรมชาติ
โธมัส เจ ปีเตอร์ส (Thomas J. Peters) และโรเบิร์ต เอช วอเตอร์แมน จูเนียร์(Robert H.Waterman,Jr.) ในการค้นหาความเป็นเลิศ ในช่วงต้นปี 1977   พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการดำเนินงานนอกจากกลยุทธ์และโครงสร้าง ยังมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์เชื่อมโยงกันทั้งหมด 7ปัจจัยได้แก่
โครงสร้าง(structure)
กลยุทธ์(strategy)
 
บุคลากร(staff)
สไตล์การจัดการ(style)
ระบบ(systems)
ค่านิยมร่วม(shared value)
ทักษะ(skills)
ซึ่งตัวแปร 2 ตัวแรกคือโครงสร้างและกลยุทธ์ เปรียบเสมือนเป็นส่วนที่เรียกว่าฮาร์ดแวร์ ซึ่งผู้จัดการในอดีตให้ความสนใจ ส่วนตัวแปรอีก5 ตัวที่ค้นพบใหม่ในอดีตผู้จัดการมักไม่ให้ความสนใจมากนัก ซึ่งเปรียบเสมือนซอฟท์แวร์ แมคคินซีย์ เรียกตัวแปรเหล่านี้ว่า กรอบ 7 – S
การจัดองค์การให้มีประสิทธิภาพ
Thomas J. Peters & Robert H. Waterman, Jr. เขียนในหนังสือชื่อ  In Search of lExcellence. เรียบเรียงเป็นไทยโดย วีรชัย ตันติวีระวิทยา(กทมซีเอ็ดยูเคชั่น, 2530)   คุณลักษณะ 8 ประการของเชิงการบริหารของบริษัทอเมริกันที่ประสบความสำเร็จ คือ
1. มุ่งเน้นการปฏิบัติ (a bias for action)
2. มีความใกล้ชิดกับลูกค้า (close to the customer)
3. มีความอิสระในการทำงานและความรู้สึกเป็นเจ้าของกิจการ ((autonomy and entrepreneur-ship)
4. เพิ่มผลผลิตโดยอาศัยพนักงาน (productivity through people)
5. สัมผัสกับงานอย่างใกล้ชิดและความเชื่อมั่นในคุณค่าเป็นแรงผลักดัน (hands-on and value driven)
6. ทำแต่ธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญและเกี่ยวเนื่อง (stick to the  knitting)
7. รูปแบบเรียบง่ายธรรมดา พนักงานอำนวยการหรือส่วนกลางมีจำกัด (simple form and lean staff)
8. เข้มงวดและผ่อนปรนในเวลาเดียวกัน (simultaneous loose-tight properties)


McKinsey 7-S Framework


ผลจากการศึกษาดังกล่าวได้ถูกนำมาตีพิมพ์ในหนังสือ ชื่อ    In Search of Excellence ปี 1982  พอสรุปได้ดังนี้
   Structure         ðรูปแบบเรียบง่ายธรรมดา พนักงานอำนวยการมีจำกัด  (simple form & lean staff)
   Strategy           ðมีความใกล้ชิดกับลูกค้า (close to the customer)
                                ðทำธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญและเกี่ยวเนื่อง   (stick to the knitting)
   Staff                    ð มีอิสระในการทำงานและความรู้สึกเป็นเจ้าของ   (autonomy & entrepreneurship)
                              ð เพิ่มผลิตภาพโดยพนักงาน  (productivity through people)         
 Style                    ðสัมผัสกับงานอย่างใกล้ชิด  (hands-on)
 Shared value   ðความเชื่อมั่นในค่านิยมเป็นแรงผลักดัน    (value driven)
 System                   ðมุ่งเน้นที่การปฏิบัติ
 Skill                       ðเข้มงวดและผ่อนปรนในเวลา เดียวกัน   (simultaneous  loose-tight   properties     
การนำทฤษฎีมาประยุกต์ใช้กับสถานประกอบการและหน่วยงานในประเทศไทย
บริษัทฯ ในกลุ่มสมบูรณ์ได้ให้โอกาสกับพนักงานในการพัฒนางานอาสาสมัครอย่างต่อเนื่องทุกๆ สองหรือสามเดือน โดยพนักงานเป็นผู้ค้นหาปัญหาที่อยู่รอบโรงงานและมาประชุมเพื่อเลือกสถานที่ในการทำกิจกรรมอาสา โดยที่บริษัทฯจะสนับสนุนค่ารถ ค่าอาหารและให้เวลากับ พนักงานไปทำกิจกรรมอาสาเหล่านั้น เป็นต้นกิจกรรมอาสาสมัครขององค์กรธุรกิจข้างต้น เกิดจากความร่วมมือระหว่าง ผู้บริหารและพนักงาน ภายใต้การสนับสนุนขององค์กรธุรกิจ มีงานวิจัยจำนวนมาก ที่ศึกษาถึงผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเมื่อทำกิจกรรมอาสาสมัคร พนักงาน นับตั้งแต่สังคมหรือชุมชนที่ได้รับการช่วยเหลือ
ประโยชน์ที่ได้รับจากการนำทฤษฎีมาประยุกต์ใช้
1.องค์กรธุรกิจที่ได้ชื่อเสียง และการยอมรับ ตลอดจนความสัมพันธ์ที่ดีจากสังคม
2.หุ้นส่วนหรือนักลงทุน ได้รับผลประโยชน์จากราคาหุ้นที่ไม่ถูกกระทบ(กรณีที่บริษัทถูกประท้วงหรือได้รับการจัดลำดับใน Dow Jones Sustainability Index(เฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา)
3.พนักงานมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน มีทัศนคติที่ดีต่อองค์กร เกิดความสามัคคี และการสร้าง (Team Building) ขวัญ กำลังใจและความภาคภูมิใจในองค์กร และมีความตั้งใจในการทำงานมากขึ้น
4.ลูกค้ามีทัศนคติที่ดีต่อองค์กรและส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ และความภักดีในสินค้า และที่สำคัญมีงานวิจัยจำนวนมากที่สอบถามผู้บริโภค โดยส่วนใหญ่ตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่แสดงออกชัดเจนในการทำดำเนินธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคม หากสินค้ามีคุณภาพใกล้เคียงกัน


วันศุกร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

แนวคิดและทฤษฎีทางสังคม

แนวคิดและทฤษฎีทางสังคม


แนวคิดทางสังคมและทฤษฎีสังคม

            แนวคิดทางสังคม (Social thought) หมายถึง ความคิดของมนุษย์โดยมนุษย์และเพื่อมนุษย์ ความคิดที่มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมา จะกระทำโดยคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ กรณีที่คิดคนเดียวก็ต้องเป็นที่ยอมรับของผู้อื่นด้วย แม้ไม่ยอมรับทั้งหมดก็อาจยอมรับเพียงบางส่วน ความคิดนั้นจึงคงอยู่ได้ Emory Bogardus ได้ให้ความหมายแนวคิดทางสังคมว่า เป็นความคิดเกี่ยวกับการสอบถามหรือปัญหาทางสังคมของบุคคลต่างๆไม่ว่าจะเป็นอดีตหรือปัจจุบัน เป็นการคิดร่วมกันของเพื่อนหรือผู้ที่อยู่ในความสัมพันธ์ เป็นความคิดของแต่ละคนและของกลุ่มคน ในเรื่องรอบตัวมนุษย์ ซึ่งมนุษย์ของสังคมแต่ละยุคแต่ละสมัยก็ต้องคิด เพื่อหาทางแกปัญหาหรือทำให้ปัญหาบรรเทาลง ความคิดความอ่านที่ได้ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาแล้ว และใช้การได้ดี ก็จะได้รับการเก็บรักษาสืบทอดจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งอาจารย์วราคม ทีสุกะ ให้ความหมายว่า แนวคิดทางสังคมเป็นความคิดของมนุษย์ เกิดจากการรวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนของมนุษย์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์โดยทั่วไป และปัญหาที่ประสบ ความคิดนี้เป็นที่ยอมรับกันในหมู่มนุษย์ ไม่สูญหาย มีการสืบความคิดกันต่อไป

ประเภทของแนวคิดทางสังคม

            ได้เรียบเรียงจากความคิดของ Bogardus ได้ 5 ประเภท เรียกว่า แนวทางห้าสายของความคิดมนุษย์” (five lines of human thought) ดังนี้
            1. ความคิดเกี่ยวกับจักรวาล เป็นความคิดของคนโบราณเกี่ยวข้องกับลักษณะของสากล จักรวาล และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับจักรวาล มนุษย์ยุคโบราณสนใจในศาสนา ในจิตและวิญญาณ มีความคิดความเชื่อในเรื่องเทพเจ้า ภูต ผี เทวดา ลัทธิศาสนาต่างๆ เช่น ลัทธิเทพเจ้าองค์เดียว (monotheism) ลัทธิเทพเจ้าหลายองค์ (polytheism) การปกครองโดยสงฆ์ (monotheism) สิ่งเหล่านี้ทำให้มนุษย์เกิดความกลัวและความหวัง อุดมการณ์และการบูชายันต์ด้วยชีวิต
            2. ความคิดเกี่ยวกับปรัชญา ในขั้นนี้มีระดับความคิดเชิงปัญญาสูงขึ้น แต่ก็ยังเป็นความคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับจักรวาลเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต แต่ไม่เกี่ยวกับศาสนาหรือไม่ใช่ความคิดที่สนองความจำเป็นทางศาสนา ความเชื่อ มนุษย์พยายามลดความคลุมเครือ หาความกระจ่างในสิ่งแวดล้อมของจักรวาล
            เกณฑ์คำอธิบายต่างๆอย่างมีเหตุผล หาเอกภาพจากการเปลี่ยนแปลงและหาแก่นสารในความซับซ้อน มนุษย์ได้พบว่าในยุคนี้ควรมีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ เชื่อมั่นในความสามารถของมนุษย์ และรู้ว่าในที่สุดทุกสิ่งจะต้องแตกดับไป มนุษย์พยายามสร้างความหมายสูงสุดของสิ่งต่างๆอย่างไม่มีอคติตามความรู้ความสามารถที่สูงขึ้นของตน
            3. ความคิดเกี่ยวกับตนเอง เมื่อมีความรู้เกี่ยวกับจักรวาลและความรู้ทางปรัชญาเพียงพอแล้ว มนุษย์ก็หวนกลับมาคิดถึงตัวเอง คิดถึงบุคลิกลักษณะ โครงสร้างและหน้าที่ของการคิดการกระทำหรือการประพฤติปฏิบัติของตนเอง คิดถึงความฉลาด ความโง่ ความจำ ความฝันและสิ่งต่างๆเกี่ยวกับตนเอง ซึ่งเป็นที่มาของวิชาจิตวิทยาสมัยใหม่
            4. ความคิดเกี่ยวกับวัตถุ ได้แก่ความรู้สึกเกี่ยวกับ หิน ดิน น้ำ อากาศ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวมนุษย์ และมนุษย์จำเป็นต้องรู้จัด เพื่อป้องกันอันตราย หรือใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ การคิดเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ทำให้มนุษย์ได้บ่อถ่านหิน บ่อน้ำมัน บ่อแก๊ส นำมาปรับปรุงการคมนาคมขนส่ง ความคิดความรู้อันแยบยลของมนุษย์ ทำให้มนุษย์รู้จักใช้ประโยชน์จากวัตถุต่างๆ สามารถควบคุมธรรมชาติได้ นั่นคือที่มาของความคิดทางวิทยาศาสตร์ ที่ทำให้เกิดความสะดวกสบาย
            5. ความคิดเกี่ยวกับเพื่อนมนุษย์หรือสังคมมนุษย์ ในประวัติศาสตร์มนุษย์มีความคิดเกี่ยวกับเพื่อนมนุษย์ในลักษณะเป็นกลุ่มน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับสัดส่วนที่ทำให้กับเรื่องต่างๆใน 4 ข้อแรก และได้หันมาสนใจเรื่องของเพื่อนมนุษย์เมื่อไม่นานมานี้ โดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ ความคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ระหว่างมนุษย์กับสังคม ภาระหน้าที่ความผูกพันที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อสังคม ลักษณะของชีวิตสังคม แนวโน้มทางสังคม ปัญหาสังคม หลักการ การศึกษาวิเคราะห์สังคม อันเป็นความคิดพื้นฐานของสังคมศาสตร์ในสังคมสมัยใหม่

ตัวอย่างความคิดทางสังคม อาจแยกออกเป็นกลุ่ม ดังนี้
            1. ปรัชญาชีวิต สังคมไทยหรือสังคมอื่นความคิดทางสังคมอาจแสดงออกในรูปของปรัชญาชีวิต หมายถึง เป้าหมายสูงสุดของชีวิต รวมทั้งแนวทางการไปสู่เป้าหมาย สังคมแต่ละสังคมจะมีปรัชญาชีวิตของสังคมด้วย เช่น กรณีของสังคมไทย ปรัชญาชีวิตจะเป็นแบบเรียบง่าย รักอิสระเสรี โอบอ้อมอารี มีศีลธรรม
            2. ศาสนา ความคิดทางสังคมดูจากศาสนาประจำชาติ ประจำสังคม สังคมไทยคนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ เรียกว่า พุทธศาสตร์ ครอบคลุมความคิดด้านต่างๆของสังคม ทั้งครอบครัว เศรษฐกิจ การศึกษา หรือการเมืองการปกครอง
            3. ประวัติศาสตร์ เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความคิดทางสังคม เป็นข้อมูลที่ประมวลเรื่องราวความเป็นมาของชนชาตินั้นๆ เช่น การจัดชุมชน การทำมาหากิน การปกครองบังคับบัญชา วิธีต่อสู้ การป้องกันการรุกราน
            4. วรรณคดี เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ให้ข้อมูลทางสังคม เป็นการบันทึกเรื่องราวทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษร และไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น นิทาน ตำนาน จะมีแง่มุมแสดงให้เห็นถึงความละเอียดลออต่างๆ
            5. ภูมิปัญญาไทย หรือความรู้พื้นบ้าน ศึกษาได้จากด้านอนามัย สาธารณสุข เช่น ยาสมุนไพร ความรู้เกี่ยวกับฤดูกาล เกี่ยวกับต้นไม้ เกี่ยวกับพันธุ์ไม้ การช่างประเภทต่างๆ การรบ การกีฬา
            6. สุภาษิต เป็นคติ คำพังเพย ปริศนาคำทาย มีอยู่ในแหล่งต่างๆที่เป็นสังคม ชุมชน

ทฤษฎีสังคม (Social Theory)
            ความหมายของทฤษฎี คือ คำอธิบายสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือเรื่องหนึ่งเรื่องใดสำหรับนักวิทยาศาสตร์ ทฤษฎีจะต้องเป็นคำอธิบายตามหลักเหตุผลแสดงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆของสิ่งนั้นอย่างมีระบบจนสามารถพยากรณ์สิ่งนั้นในอนาคตได้
            ดังนั้น ความหมายของทฤษฎีสังคม คือ คำอธิบายเรื่องของคนและความสัมพันธ์ระหว่างคนตามหลักเหตุผล และความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆของคน หรือระหว่างคนต่อคน คนต่อกลุ่ม คนต่อสภาพแวดล้อม อย่างมีระบบจนสามารถพยากรณ์ได้
            ทฤษฎีสังคมตามความหมายดังกล่าว จึงมีขอบเขตกว้างขวาง เป็นคำอธิบายเกี่ยวกับคนแต่ละบุคคล กลุ่มคน ความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างๆรวมไปถึงคำอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อมทั้งที่เป็นสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ข้อสำคัญนั้นจะต้องเป็นไปตามหลักเหตุผล มีระบบระเบียบพอที่จะเป็นฐานในการพยากรณ์เรื่องทำนองเดียวกันในอนาคตได้ Jame Miley โดยทั่วไป ความพยายามที่จะอธิบายส่วนหนึ่งส่วนใดของสังคม (Social life) ถือได้ว่าเป็นทฤษฎีสังคมและ Henry P Fairchild ให้ความหมายว่า ทฤษฎีสังคม คือ การวางนัยทั่วๆไปหรือข้อสรุปที่ใช้ได้ทั่วไป เพื่ออธิบายปรากฏการณ์สังคมอย่างใดอย่างหนึ่ง

ทฤษฎีทางสังคมกับแนวคิดทางสังคม มีความคล้ายคลึงกัน  แต่ไม่เหมือนกัน ดังนี้
            ประการแรก ทฤษฎีทางสังคมเป็นคำอธิบายเรื่องเกี่ยวกับคน หรือความสัมพันธ์ระหว่างคน ซึ่งเป็นการรู้ระดับหนึ่งที่ยังไม่ถึงขั้นอธิบาย
            ประการที่สอง ทฤษฎีทางสังคม แสดงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆของคนหรือระหว่างคนต่อคนอย่างมีระบบ แต่ความคิดทางสังคมไม่กำหนดว่าต้องเป็นเช่นนั้น
            ประการที่สาม ทฤษฎีทางสังคมมีความสามารถพยากรณ์อนาคตได้ แต่ความคิดทางสังคมไม่ถึงขั้นนั้น
            ประการที่สี่ ทฤษฎีทางสังคมอาจมีรูปของข้อความที่เตรียมไว้สำหรับการพิสูจน์ด้วยข้อมูลประจักษ์ ทฤษฎีทางสังคมอาจมีทั้งที่เคยตรวจสอบด้วยข้อมูลประจักษ์ หรือยังไม่เคยผ่าน แต่ได้มีการเตรียมหรือมีลักษณะที่พร้อมจะให้พิสูจน์
            กล่าวโดยสรุป ทฤษฎีสังคม คือ คำอธิบายปรากฏการณ์สังคมอย่างใดอย่างหนึ่งตามหลักเหตุผล โดยแสดงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของปรากฏการณ์สังคมนั้น จนสามารถที่จะ พยาการณ์ปรากฏการณ์สังคมในอนาคตได้ ทฤษฎีสังคมมีความหมายกว้างเป็นทฤษฎีของจิตวิทยา ซึ่งอาจหมายถึงเรื่องของคนแต่ละคนก็ได้ (Psychology studies human interaction of individuals) หรืออาจหมายถึงทฤษฎีรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องของอำนาจของคนหลายคนที่เกี่ยวข้องกัน หรืออาจหมายถึงทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ อันเป็นเรื่องของคนหลายคนกับวัตถุในการผลิตการจำหน่ายจ่ายแจกผลิตภัณฑ์และบริการในการอุปโภคบริโภคได้ และอาจเป็นทฤษฎีสังคมวิทยา เป็นเรื่องของรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์หรืออาจจะเป็นทฤษฎีของมานุษย์วิทยาเป็นเรื่องของคนที่มีแบบแผนการคิด การกระทำหรือวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ทฤษฎีทางสังคมจึงคล้ายกับแนวคิดทางสังคม ที่เกี่ยวข้องกับคนและความสัมพันธ์ระหว่างคน รวมทั้งระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม แต่ก็มีความแตกต่างกันที่ทฤษฎีเป็นข้อความที่เป็นไปตามหลักเหตุผล มีระบบและพยากรณ์ปรากฏการณ์ในอนาคต

ความหมายของทฤษฎีสังคมวิทยา (Sociological Theory)
            ความหมายของทฤษฎี สังคมวิทยาอาจมีได้ทั้งความหมายอย่างกว้าง หรือความหมายอย่างแคบเจาะจง ทฤษฎีสังคมวิทยาทุกทฤษฎีจะต้องมีลักษณะพื้นฐานเดียวกับทฤษฎีสังคม คือ ต้องเป็นคำอธิบายปรากฏการณ์สังคมตามหลักเหตุผล มีระบบและพยากรณ์ได้ ตัวอย่างทฤษฎีสังคมอย่างกว้าง คือ ทฤษฎีเชิงสังคมวิทยามหภาพ (Grand Theroies) ซึ่งเป็นทฤษฎีเชิงบรรยายความ หากจะพิสูจน์ความจริงก็ต้องนำมาเขียนใหม่ จัดรูป กำหนดสังกัปให้มีจำนวนพอสมควร แสดงความสัมพันธ์ระหว่างสังกัป แล้วจึงสามารถพิสูจน์ได้ ทฤษฎีสังคมอย่างแคบ คือ ทฤษฎีสมัยใหม่ยังไม่มีจำนวนน้อย มีข้อความกระทัดรัดชัดเจนพิสูจน์ได้ด้วยหลักฐานประจักษ์เต็มที ตัวอย่าง ถ้ามีคนตั้งแต่สองคนหรือมากกว่ามีการกระทำระหว่างกัน ถ้าเขาสามารถพูดคุยกัน เข้าใจกัน ถ้าการกระทำนั้นยืนยาวเป็นเวลา 15 นาที หรือนานกว่านั้นแล้ว กลุ่มขนาดเล็กแบบซึ่งหน้า (face-to-face) ก็เกิดขึ้น ทฤษฎีแบบนี้มีสังกัปจำนวน แสดงความสัมพันธ์ระหว่างสังกัปและคนตามหลักเหตุผล มีระบบสามารถทำนายเหตุการณ์ข้างหน้าได้ ความหมายของทฤษฎีสังคมวิทยาจึงหมายถึง คำอธิบายปรากฏการณ์สังคมตามหลักเหตุผล แสดงความสัมพันธ์ ระหว่างองค์ประกอบของปรากฏการณ์นั้นอย่างมีระบบ จนสามารถพิสูจน์ความจริงนั้นได้
            ทฤษฎีสังคมวิทยา เป็นทฤษฎีวิทยาศาสตร์ที่อาศัยลักษณะของความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นหลักในการอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม

เปรียบเทียบทฤษฎีสังคมวิทยากับทฤษฎีสังคม
            - เชิงความเป็นวิทยาศาสตร์ ทฤษฎีสังคมวิทยาจะเน้นลักษณะวิทยาศาสตร์มากกว่า โดยเฉพาะเมื่อทฤษฎีสังคมวิทยาอยู่ในรูปของทฤษฎีทางการ (formal Therory)
            - เชิงลักษณะ ทฤษฎีทั้งสองประเภทนี้ต่างก็มีรูปแบบบรรยายและมีขอบข่ายกว้าขวางเหมือนกัน แต่ทฤษฎีสังคมวิทยาจะมุ่งไปที่ลักษณะเล็กกระทัดรัด เป็นรูปแบบที่เหมาะแก่การทดสอบหรือพิสูจน์ความถูกต้องตามแบบปฏิบัติของวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ
            - เชิงสัมพันธ์ มีความสัมพันธ์ในแง่ที่ว่า ทฤษฎีสังคมวิทยาเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีสังคม ความรู้สังคมวิทยาเป็นส่วนหนึ่งของความรู้สังคมศาสตร์ แต่ไม่อาจพูดได้ว่าทฤษฎีสังคมทุกทฤษฎีเป็นทฤษฎีสังคมวิทยา

ประเภทของทฤษฎีสังคมวิทยา
            Jack Gibbs แบ่งประเภทโดยยึดรูปลักษณะของทฤษฎีเป็นหลัก โดยแบ่งทฤษฎีสังคมวิทยาออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทสูตรหรือทางการ (form) ประเภทรูปแบบบรรยาย (discursive exposition)
            Jonathan Turner แบ่งทฤษฎีสังคมวิทยาออกเป็นสำนักคิด (schools) 4 สำนักคิด คือ ทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่นิยม ทฤษฎีขัดแย้ง ทฤษฎีปริวรรต และทฤษฎีสัญลักษณ์ พร้อมกับสำนักคิดที่กำลังก่อสร้างตัวอีกสำนักหนึ่ง คือ ปรากฏการณ์นิยม
            Nicholas Timasheff ใช้วิธีผสมระหว่างสำนักคิดกับประวัติความเป็นมาของความคิดหรือทฤษฎีที่เกิดขึ้นตามลำดับเวลาในประวัติศาสตร์
            Paul Reynolds แบ่งทฤษฎีตามเนื้อหาของความเป็นวิทยาศาสตร์ แบ่งทฤษฎีออกเป็น 3 ประเภท คือ กฎ (set-of-laws) สิ่งที่พิสูจน์ว่าเป็นความจริงแล้ว (axiomatic form) และกระบวนการตามเหตุ (causal process form)
            Poloma แบ่งทฤษฎีสังคมวิทยาตามลักษณะของเนื้อหาออกเป็น 3 ประเภท คือ ประเภทธรรมชาติวิทยาหรือวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Naturalistic or Positivistic Theory) ประเภทมนุษย์ธรรมชาติหรือการตีความ (Humanistic or interpretative Theory) และประเภททฤษฎีประเมินผล (Evaluation Theory)


ขนาดของทฤษฎีสังคมวิทยา
            เพื่อให้ทราบทั้งขนาดของทฤษฎีสังคมวิทยาและอาจรู้วิวัฒนาการของประเภททฤษฎีด้วย Ian Robertson นักสังคมวิทยาชาวอังกฤษ ได้แบ่งทฤษฎีสังคมวิทยาออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ
            1. หลักสากลเชิงประจักษ์ (Empirical generalization) ได้แก่ ทฤษฎีสังคมวิทยาที่ประกอบด้วยประพจน์อย่างหนึ่ง ซึ่งสร้างขึ้นจากข้อมูลประจักษ์ เช่น อัตราการเกิดของประชากรในสังคมหนึ่งสังคมใดค่อยๆลดลงเมื่อระดับการเป็นอุตสาหกรรมของสังคมนั้นค่อยๆสูงขึ้น / การลดของอัตราการตายของประชากร ในสังคมใด มักจะมาก่อนการลดลงของอัตราการเกิดของประชากรในสังคมนั้น
            2. ทฤษฎีมัชฌิมพิสัย (Middle-Range Theory) ได้แก่ ทฤษฎีสังคมวิทยาที่ประกอบด้วยหลักสากลภาพเชิงประจักษ์อย่างน้อยสองหลักสากลภาพด้วยกัน เป็นทฤษฎีขนาดกลางระหว่างทฤษฎีขนาดเล็กที่เรียกว่า หลักสากลภาพกับทฤษฎีใหญ่ที่เรียกว่า ทฤษฎีสหภาพ Robert Merton เสนอว่าทฤษฎีกับการวิจัยจะต้องเป็นของคู่กัน ทฤษฎีที่ปราศจากการวิจัยเป็นทฤษฎีเลื่อนลอย การวิจัยที่ไร้ทฤษฎีก็ไม่มีหลัก ไม่มีทิศทาง ทฤษฎีขนาดกลางนี้จะช่วยให้สามารถทำวิจัยได้ เพราะมีขนาดพอเหมาะ เมื่อทำวิจัยสร้างและพิสูจน์ทฤษฎีขนาดกลางแบบนี้มากๆครอบคลุมทุกด้านของสังคม หรือมีจำนวนมากพอแล้วก็อาจสร้างทฤษฎีมหภาพได้ในอนาคต ตัวอย่างของทฤษฎีขนาดกลางนี้ คือ การนำเอาหลักสากลสองหลักข้างต้นมารวมกันเป็นทฤษฎีเดียวดังนี้ ประชากรของสังคมที่กำลังกลายเป็นสังคมอุตสาหกรรมจะขยายตัวอย่างรวดเร็วในระยะแรก หลังจากนั้นแล้วจะค่อยๆคงตัวเมื่ออัตราการตายและอัตราการเกิดเริ่มลดลง
            3. ทฤษฎีมหภาพ (Grand Theory) ได้แก่ ทฤษฎีขนาดใหญ่ครอบคลุมชีวิตสังคมทุกด้าน เป็นทฤษฎีที่มีระดับแห่งภาวะสากล และความเป็นนามธรรมสูงมาก มีสังกัปและประพจน์หรือสากลภาพต่างๆมากมาย รวมทั้งทฤษฎีขนาดกลางปะปนอยู่มาก ทฤษฎีประเภทนี้มีลักษณะเป็นการบรรยาย มีคำอธิบายให้เหตุผลประกอบด้วยหลักฐาน ยืนยันความเป็นจริงของทฤษฎี หากจะทำเป็นหลักฐานสากลภาพ หรือประพจน์ จะต้องมาเรียงเสียใหม่ ทฤษฎีมหภาพอันเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในหมู่นักสังคมวิทยามีดังนี้ คือ
            . ทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่นิยม (Structural-functional Theory)
            . ทฤษฎีขัดแย้ง (Conflict Theory)
            . ทฤษฎีปริวรรต (Exchange Theory)
            . ทฤษฎีการกระทำระหว่างกันโดยใช้สัญลักษณ์ (Symabolic interactionism)
            . ทฤษฎีปรากฏการณ์นิยม (Phenomenology or Ethnomethodology)

            ทฤษฎีมหภาพเหล่านี้เป็นทฤษฎีขนาดใหญ่ ดังนั้น จึงสามารถที่จะแบ่งแยกเป็น ทฤษฎีขนาดย่อม กล่าวถึง เฉพาะด้านใดด้านหนึ่งของชีวิตสังคม หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งของชีวิตสังคมได้มากมาย

ที่มา : จำไม่ได้ (เจตนาเพื่อเผยแผ่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เท่านั้น)