วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559

ทำบุญง่าย ๆ สไตล์หลวงปู่ดู่

ทำบุญง่าย ๆ สไตล์หลวงปู่ดู่



วิธีเพิ่มพลังบุญทวีคูณให้กับชีวิตอย่างง่ายๆ

1. การเพิ่มพลังบุญแบบไม่เสียเงินแม้แต่บาทเดียว

เคล็ดวิชานี้ เป็นของท่านหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ท่านสอนไว้ว่า
-เวลาตื่นเช้ามาขณะล้างหน้าหรือดื่มน้ำให้ท่องว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อชีวิตในวันใหม่
-ก่อนกินข้าว ก็ให้นึกถวายข้าวแด่พระพุทธเจ้า
-ออกจากบ้าน เห็นคนอื่นเค้ากระทำความดี เป็นต้นว่าเห็นเค้าใส่บาตรพระ จูงคนแก่ข้ามถนน ก็ให้นึกอนุโมทนากับเขาด้วย
-เดินผ่านเห็นดอกไม้บูชาพระวางขายอยู่ ก็ให้เอาจิตนึกอธิษฐานขอถวายดอกไม้เหล่านั้นเป็นเครื่องบูชาพระรัตนตรัย โดยระลึกว่า พุทธัสสะ ธัมมัสสะ สังฆัสสะ ปูเชมิ แล้วอย่าลืมอุทิศบุญให้พ่อค้า แม่ค้าดอกไม้นั้นด้วย
-เวลาไปไหนมาไหน เห็นไฟข้างทางก็ให้นึกน้อมถวายไฟเหล่านั้นบูชาพระรัตนตรัย โดยระลึกว่า โอม อัคคีไฟฟ้า พุทธบูชา ธัมมะบูชา สังฆบูชา

2. การเพิ่มพลังบุญด้วยเงินน้อย แต่ได้อานิสงส์ยิ่งใหญ่
การสร้างบุญที่เป็นมหากุศล อาทิเช่น การสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ พระมหาเจดีย์ สร้างยอดฉัตรหรือสร้างศาสนสถานอื่นใดก็ตาม รวมถึงธรรมทานด้วย เพื่อลดวิบากกรรมหนักๆ สามารถทำได้ แม้แต่ผู้ที่มีเงินน้อย การทำบุญนี้ ไม่จำเป็นจะต้องใช้เงินมาก เหมือนที่หลายๆคนในปัจจุบันเข้าใจและติดเป็นค่านิยมกัน การทำบุญทุกอย่าง ไม่ว่าจะบุญเล็ก บุญใหญ่ ให้ทำตามแต่กำลังของเราที่สามารถจะทำได้ และต้องไม่เดือดร้อนตัวเอง แม้แต่เงินสลึงเดียวก็สามารถสร้างมหากุศลได้ ขอให้เพียงเงินนั้นบริสุทธิ์ ไม่ได้ไปเบียดเบียนของใครมาก็พอ และที่สำคัญเจตนาตอนที่ทำ ต้องบริสุทธิ์ มีความยินดีในบุญที่ทำ เกิดความสุขและความอิ่มเอมใจ นั่นแหละมหากุศลทั้งสิ้น

แต่ถ้าไม่มีเงินจริงๆ ก็ยังสร้างมหากุศลได้ โดยการใช้แรงกายแรงใจในการช่วยก่อสร้าง หรือแม้แต่การไปชักชวน ป่าวประกาศให้คนมาร่วมสร้างบุญ และขออนุโมทนาบุญกับคนเหล่านั้นด้วยทุกครั้ง ก็จะได้บุญมากเช่นเดียวกัน อยู่ที่เจตนาและความตั้งใจเป็นที่ตั้ง สรุปสั้นๆ ว่า การทำบุญนั้น ไม่ว่าจะเป็นเงินเท่าใดก็ได้บุญเช่นกัน ยิ่งการทำบุญใดๆที่เป็นประโยชน์ต่อคนจำนวนมากมากหรือสังคม บุญนั้นก็จะมากขึ้นทวีคูณ ไม่มีวันหมด อาทิเช่น สังฆทาน สร้าง โรงทาน วิหาร อุโบสถ ถนน เป็นต้น จนกว่าสิ่งก่อสร้างหรือศาสนสถานนั้นๆที่ร่วมสร้างจะพังทลายไป

3. การสวดภาวนา ให้ได้บุญมากขึ้น
การสวดภาวนา คาถาศักดิ์สิทธิ์ หรือมนตราอันศักดิ์สิทธิ์นั้น ถ้าได้ทำอย่างถูกวิธีนั้น จะเป็นการเพิ่มบุญให้กับตัวเอง เพราะพลังบุญ พลังอำนาจของพระคาถาและมนตรานั้น จะถูกดึงเข้าสู่ตัวผู้สวดด้วย

เคล็ดวิธีมีอยู่ว่า โดยก่อนสวดนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิที่พร้อมจะสวดแล้ว ขอให้ตั้งจิตให้มั่นแล้วอุทิศบุญทั้งหมดที่ตนเคยทำมานั้น ส่งให้แด่ครูบาอาจารย์ ผู้เป็นเจ้าของคาถาหรือมนตรานั้นๆด้วย ซึ่งเป็นการเชื่อมบุญรูปแบบหนึ่ง และหลังจากนั้น ก็อธิษฐานขอมีส่วนร่วมในบุญของท่าน และขอมีส่วนร่วมในบุญของผู้อื่นที่ได้สวดคาถาและมนตราศักดิ์สิทธิ์นั้นด้วย เมื่อใดตามที่มีคนอื่นสวดและกระทำเหมือนกับเรา เราก็ได้บุญเพิ่มทุกครั้ง

4.การทำบุญด้วยการต่อชีวิตสัตว์ ให้ได้บุญมากขึ้น
การทำบุญปล่อยชีวิตสัตว์หรือต่อชีวิตสัตว์นั้น หลายคนเรียกว่า เป็นการสะเดาะเคราะห์ ซึ่งก็แล้วแต่จิตจะพาไป แต่ในความเป็นจริงก็คือ เป็นการทำบุญใหญ่ เป็นการช่วยต่อชีวิต ต่อโชคชะตา ให้เวลากับสัตว์ที่กำลังจะถึงตายให้ได้มีชีวิตอีกครั้ง และเคล็ดลับสำคัญก็คือ ก่อนที่จะปล่อยสัตว์นั้นๆ เมื่อได้ซื้อมาหรือเจอ ณ ที่ใดก็ตาม ให้นำไปถวายกับพระสงฆ์เสียก่อน เพื่อเพิ่มบุญให้มากขึ้น เหตุเพราะว่าพระสงฆ์ที่รับนั้นท่านบริสุทธิ์ และมีศีลมากกว่าเรา ท่านย่อมมีบุญมากกว่าเรา ยิ่งเป็นพระสงฆ์ที่มีเนื้อนาบุญมากแล้ว บุญนั้นจะเพิ่มเป็นหลายเท่า จากนั้นก็ขอผาติกรรมชำระหนี้สงฆ์ซื้อคืนมาจากท่าน ด้วยเงินเท่ากับจำนวนที่เราซื้อสัตว์นั้นๆมา วิธีนี้เป็นการเพิ่มบุญอีกเท่าตัว ได้ทั้งทำบุญต่อชีวิตสัตว์ และชำระหนี้สงฆ์ด้วย หลังจากนั้นก็นำไปปล่อยในที่อันสมควร

อานิสงส์ของการทำบุญด้วยวิธีนี้ ถ้าใครที่ทำได้ตามนี้ บุญที่ได้จะเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่า จากการที่ไปซื้อมาแล้วก็ไปปล่อยตามยถากรรม วิธีนี้นอกจากได้บุญน้อยแล้ว แถมยังได้บาปกลับมาด้วย ดังนั้นจะทำบุญทั้งที ควรฉลาดในการทำบุญด้วย

5. การทำสังฆทานให้ได้อานิสงส์บุญมากขึ้น
การทำสังฆทานควรทำให้ครบทั้งปัจจัยสี่ มีอาหาร( คาว-หวาน-ผลไม้-น้ำ ) ,เครื่องนุ่งห่ม ( ผ้าไตรจีวร หรือ ผ้าขนหนูสีสุภาพ ) , ยารักษาโรค , ที่อยู่อาศัย ( บ้านหลังเล็กๆ ซื้อได้ตามร้านสังฆภัณฑ์ เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยทิพย์ให้กับเจ้ากรรมนายเวร เค้าจะได้มีที่พักพิง ไม่มารบกวนเราอีก ) และควรเพิ่มหนังสือธรรมะเข้าไปด้วยเพื่อให้จิตใจของเจ้ากรรมนายเวรซึ้งในรสพระธรรม มีจิตใจที่เย็นสบายพ้นทุกข์

เคล็ดลับสำคัญ เครื่องสังฆทานและอาหารเหล่านี้ เราควรที่จะต้องไปถวายแด่พระสงฆ์ที่มีเนื้อนาบุญสูง แต่ถ้าหาไม่ได้หรือไม่ทราบ ให้เรานั้นตั้งจิตอธิฐานถวายแด่พระพุทธเจ้าโดยตรงและ พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ หรือครูบาอาจารย์ที่เรานับถือ เพื่อให้อานิสงส์ของบุญจะได้มากขึ้นทบทวี และหลังจากนั้นก็ให้อุทิศบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งหมด และควรกรวดน้ำหลังทำบุญทุกครั้งเพื่อให้พระแม่ธรณีและเทพเทวาทั้งปวงท่านเป็นพยานในการทำบุญครั้งนี้

สรุป 
เมื่อท่านได้ทราบว่า ทำบุญอะไร แล้วได้รับอานิสงส์ของการทำบุญเป็นอย่างไร สมควรช่วยประชาสัมพันธ์ให้ผู้อื่นได้ทราบด้วย เพราะเป็นการให้คนได้รู้ถึงอานิสงส์ของทำบุญในแต่ละอย่าง จะได้จำสืบต่อกันไปอย่างถูกต้อง

ดังนั้น จึงสรุปว่า การทำบุญอะไรก็ตาม เมื่อได้ทำบุญแล้ว ก็ได้รับผลบุญในทันที กล่าวคือ ขณะที่ทำบุญนั้น สภาพจิตของเราตรงนั้นเป็นอย่างไร สุขใจไหม สบายใจไหม ภูมิใจไหม ตรงนี้ไม่ต้องถาม หวังว่า ท่านที่เคยทำบุญมาแล้วก็จะตอบตนเองได้อย่างแจ่มแจ้งทีเดียว

เมื่อเราได้ทำบุญ ผลของการทำบุญ จะให้อานิสงส์ไม่เหมือนกัน บุญบางอย่าง ก็ให้ผลโดยตรง แต่บุญบางอย่าง ก็ให้ผลโดยอ้อมไม่ตรงทีเดียว ในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นว่า อานิสงส์แห่งการทำบุญนั้นไม่เหมือนกัน และผลบุญที่เราได้ทำนั้น รอให้ผลอยู่ตลอดเวลาแก่ผู้ที่ได้ทำบุญไว้ ตราบเท่าที่ยังมีผลบุญอยู่ สำหรับผู้ที่ไม่ได้ทำบุญไว้ ถ้าไม่ประมาท ถึงแม้ไม่มีอะไรจะทำบุญ เพียงแต่เห็นคนอื่นเขาทำบุญ แล้วทำใจให้เลื่อมใส ก็เป็นอันได้ทำบุญเหมือนกัน บุญชนิดนี้ เรียกว่า บุญด้านปัตตานุโมทนามัย ( บุญจากการอนุโมทนาบุญ )

ขอบคุณข้อมูลจาก :

http://www.fungdham.com/
http://www.d.igetweb.com/
www.morgangaiyasit.com/forum/viewtopic.phpid=160

ดูดสารพิษในบ้านง่าย ๆ ด้วยต้นไม้เล็ก ๆ

ดูดสารพิษในบ้านง่าย ๆ ด้วยต้นไม้เล็ก ๆ

ปลูกต้นไม้เพิ่มอากาศบริสุทธิ์ในบ้าน 

เริ่มจากใน สำนักงาน ควรปลูก ต้นจั๋ง(Lady Palm) เพราะ ช่วยปรับสภาพอากาศให้ที่ร่มได้ดี ลดมลภาวะที่เกิดจากเครื่องใช้สำนักงาน เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องคอมพิวเตอร์ น้ำหมึกพรินเตอร์ ฯลฯ ได้เป็นอย่างดี

สำหรับ ห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศ ควรปลูก ยางอินเดีย (Rubber Plant) เพราะมีคุณสมบัติช่วยทำให้อากาศในห้องหมุนเวียนดีขึ้น และยังเพิ่มความชื้นให้อากาศในห้องไม่แห้งจนเกินไป

มาต่อกันที่ ห้องนอน ควรปลูก เยอร์บีรา นอกจากมีความสวยงามแล้ว ต้นไม้ชนิดนี้ยังมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชื้น ปรับสภาพอากาศ และดูดกลิ่นอับภายในห้องได้อีกด้วย

ห้องน้ำ ควรปลูก เฟิร์น พลูด่าง เศรษฐีเรือนใน ที่มีคุณสมบัติช่วยดูดซับอากาศเป็นพิษที่เชื้อโรคปล่อยออกมา และสารเคมีจากน้ำยาทำความสะอาดผนังและพื้นห้อง

ห้องครัว ควรปลูก บอสตัน เฟิร์น (Boston Fern) เพราะจะช่วยดูดกลิ่นเขม่าควันจาการทำอาหาร และดูดซับสารเคมีจากน้ำยาล้างจาน ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดห้องครัว

ปิดท้ายด้วย ทุกห้อง ควรปลูก เดหลี (Peace Lily) ช่วย ดูดซับสารเคมีในอากาศที่มาจากผลิตภัณฑ์และวัสดุตกแต่งบ้าน พลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้า น้ำยาทำความสะอาด เครื่องสำอางบางชนิด เช่น สเปรย์ มูสใส่ผม น้ำยาล้างเล็บ เป็นต้น

เพียงแค่ปลูกต้นไม้ถูกหลัก ในจุดต่างๆนี้ คุณก็ไม่ต้องเสียเงินซื้อเครื่องฟอกอากาศราคาแพง และบ้านก็จะมีอากาศบริสุทธิ์อย่างเป็นธรรมชาติ

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.dailynews.co.th/

เปิดตำนานรัก"มะเมี๊ยะ"โศกนาฏกรรมแห่งล้านนา ของหญิงสาวชาวพม่ากับเจ้าชายเมืองเชียงใหม่

Subject: เปิดตำนานรัก"มะเมี๊ยะ"โศกนาฏกรรมแห่งล้านนา ของหญิงสาวชาวพม่ากับเจ้าชายเมืองเชียงใหม่    
  
เปิดตำนานรัก"มะเมี๊ยะ"โศกนาฏกรรมแห่งล้านนา ของหญิงสาวชาวพม่ากับเจ้าชายเมืองเชียงใหม่     

ตอนนั้นเชียงใหม่เป็นประเทศราชของสยาม   ทางเชียงใหม่ส่ง  เจ้าดารารัศมี    ซึ่งเป็นเจ้าอาของเจ้าน้อยไปอภิเษกกับ ร. 5  เป็นการผูกสัมพันธ์   ตอนนั้นเจ้าดารารัศมีอายุแค่ 13 เอง...โอ้! จอร์จ นี่เรื่องจริงตามประวัติศาสตร์เลยนะ เจ้าน้อยถูกส่งไปเรียนที่ รร.เซนต์แพทริก เป็น รร.แคธอลิกของฝรั่งที่พม่า โดยแอบส่งไป ขี่ช้างไป เพราะตอนนั้นพม่าเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษซึ่งมีเรื่องกับไทยอยู่ 

        เจ้าน้อยไปตอนอายุ 15 เพราะทางบ้านต้องการให้ได้ภาษาอังกฤษ    เพราะค้าขายกะพม่า เจ้าน้อยเรียนอยู่หลายปี วันหนึ่งไปเดินเล่นที่ตลาด ได้พบมะเมี้ยะแม่ค้าสาวสวย  ซึ่งเพิ่งมาจากตองอู   เจ้าน้อยอายุ 19 มะเมี๊ยะอายุ 15 ก็ตัดสินใจแต่งงานกัน จนอายุ 20 เรียนจบถูกเรียกกลับเชียงใหม่    เจ้าน้อยเลยเอาเมียกลับมาด้วย โดยให้ปลอมเป็น เด็กรับใช้ชาย เอาเมียไปแอบในเรือนเล็ก   โดยไม่รู้เลยว่าเจ้าพ่อเจ้าแม่ได้หมั้นเจ้าบัวนวลเอาไว้ให้ 
เจ้าน้อยไม่ยอมแต่งงาน    เลยเปิดเผยว่ามีเมียแล้วคือมะเมี้ยะ เอามะเมี้ยะมากราบเจ้าพ่อเจ้าแม่แต่ไม่ได้รับการยอมรับ 

        เรื่องนี้ไปถึงสยาม ร. 5 กะเจ้าดารารัศมีเห็นว่าไม่ควร     เลยส่งผู้สำเร็จราชการมาเจรจา บอกว่าเจ้าน้อยจะมีเมีย กี่คนไม่ใช่ปัญหาแต่ต้องไม่ใช่สาวพม่า เพราะว่าคนพม่า ถือสัญชาติอังกฤษ เดี๋ยวอังกฤษจะถือโอกาสแทรกแซง ว่าแต่งกะพม่า ก็ต้องถือว่าเป็นพม่าด้วย   ไปอยู่กะเมียที่ พม่าก็ไม่ได้     ที่สำคัญเจ้าน้อย เป็นเจ้าชายของล้านนา    ถูกวางตัวไว้ให้เป็นรัชทายาทล้านนา เท่ากับว่าสยามอาจต้องเสียเชียงใหม่ให้อังกฤษ    ก็เลยบังคับส่งมะเมี้ยะกลับพม่า     เจ้าน้อยสัญญาว่าอีก 3 เดือนจะไปรับมะเมี้ยะกลับ ทั้งคู่สาบานกันไว้ว่าจะไม่รักใครอื่น หากใครผิดคำสาบานขอให้อายุสั้น ตอนที่จะส่งมะเมี้ยะกลับพม่านั้นตรงนี้เป็นส่วนของตำนานเลย 

        " ตอนนั้นมะเมี้ยะโพกผมไว้พอจะไปก็ก้มลงกราบเท้า   เจ้าน้อยที่ประตูเมือง ชาวบ้านออกมามุงกันทั้งเมืองเพราะได้ยินว่ามะเมี้ยะงามจ๊าดนัก พอกราบเสร็จ ก็เอาผ้าโพกผมออก  แล้วสยายผมเอามาเช็ดเท้าเจ้าน้อย จงรักภักดีบูชาสามีสุดชีวิต แล้วก็กอดขาร้องไห้ เจ้าน้อยเองก็ร้อง   ทำเอาคนที่มามุงร้องไห้  ไปทั้งเมืองด้วยความสงสารความรักของทั้งคู่ " 

         ต่อมาเจ้าน้อยโดนเรียกไปสยาม พอเข้าไปก็โดนจับแต่งงาน     เจ้าดาราฯ จัดเจ้าบัวชุม ซึ่งเป็นพระญาติ และเป็นสาวที่สวยที่สุดในตำหนักเจ้าดารารัศมี ร่ำลือกันว่าเล่นดนตรีไทยเก่ง แต่ดูรูปแล้วถ้ามาสมัยนี้ ถือว่าหน้าตาธรรมดาอ่ะ ถ้าในสมัยที่ผู้หญิงไม่มีศัลยกรรมคงจัดว่าสวย แต่ที่นี่แน่ๆ มินิไซค์มากๆ สาวๆ สมัยนั้น 

         ด้วยเหตุนี้เจ้าน้อยก็เลยต้องแต่งแล้วถูกกักอยู่ที่นั่น ตอนนั้นเจ้าพ่อของเจ้าดาราฯ สิ้นพระชนม์ พระญาติทางสยาม ไม่อนุญาตให้เจ้าล้านนาพระองค์ใดในวังขึ้นไปประกอบพิธีปลงพระศพ เป็นเรื่องการเมืองเตะถ่วงการแต่งตั้งเจ้าครองแคว้นคนใหม่เอาไว้ระยะ หนึ่ง     เจ้าอาของเจ้าน้อยได้ขึ้นเป็น เจ้าองค์ใหม่     เจ้าพ่อได้เป็นเจ้าราชบุตร(อุปราช)    เท่ากับว่าเจ้าน้อยเป็นรัชทายาทอันดับ 3 ถ้าสิ้นเจ้าสองพระองค์นี้เจ้าน้อยจะครองเชียงใหม่ ก็ยิ่งไม่มีทางได้รับมะเมี้ยะกลับมา 

         มะเมี้ยะรอเกิน 3 เดือนแล้วเจ้าน้อยไม่มาตามสัญญาเลยไปบวชชี เพื่อพิสูจน์รักแท้ว่าจะไม่มีคนใหม่ 

         ต่อมา...เมื่อได้ยินว่าเจ้าน้อยกลับเชียงใหม่แล้วเลยมาดักที่คุ้ม  แต่เจ้าน้อยไม่ยอมออกมาพบ รอนานเท่าไรก็ ไม่ยอมออกมา จริงๆ แล้วเจ้าน้อยแอบดูอยู่ข้างหน้าต่าง   ได้แต่ร้องไห้ไม่กล้าสู้หน้าที่ผิดสัญญา   ก็เลยฝากให้ท้าวบุญสูงพี่เลี้ยง เอาแหวนทับทิม กับเงินอีก 1 กำปั่น( 800 บาท) ไปให้แม่ชีมะเมี้ยะ ทางด้านแม่ชีบอกว่าไม่มาขอรักคืน เพียงแต่มาถอนคำสาบานให้ 

        เจ้าน้อยฝากมาบอกแม่ชีว่า เงินนี่ทำบุญตามแต่แม่ชีจะใช้สอยเรียกว่าบริจาคในฐานะโยมอุปฐาก ส่วนแหวนให้แทนใจว่า   หัวใจอยู่กับมะเมี้ยะเสมอ แม่ชีเสียใจมาก รับไปแต่แหวนไม่รับเงิน   สมัยก่อน 800 คงเยอะมากว่ะ 100 ปีก่อนคง 8 แสนล่ะมั้ง เงินเดือนคนสมัยนั้น 4 บาทเอง 

      เจ้าน้อยหลังจากกันกับแม่ชีคราวนั้น.....ก็เอาแต่กินเหล้าไม่มีใจรักเจ้าบัว ชุม ในที่สุดก็ตรอมใจตายหลังจากแต่งงานได้ไม่กี่ปีในขณะที่อายุแค่ 30 ปีเท่านั้นเอง 

      ในบันทึกบอกว่าสิ้นพระชนม์ด้วยโรคพิษสุรา อีก 6 ปีต่อมาหลังจากพบแม่ชีมะเมี้ยครั้งสุดท้าย ส่วนแม่ชีมะเมี้ยะ... บวชจนสิ้นอายุขัยเมื่อ 73 ปี 

       เศร้ามะ ? เรื่องนี้ไม่มีตัวอิจฉามีแต่คนหัวใจสลาย 

      ผู้บันทึกเรื่องนี้คือ เจ้าบัวนวล คู่หมั้นคนแรกที่ถอนหมั้นไปหลังจากรู้ว่าเจ้าน้อยมีมะเมี้ยะ... ส่วนเจ้าบัวชุมไม่ผิดอะไรเลย แต่สามีไม่รักก็อยู่เป็นข้าบาทจาริกาจนอายุ 81 ปี 

      เจ้าบัวนวลว่า  ตลอดชีวิตเจ้าน้อยรักผู้หญิงคนเดียวจนสิ้นลม คือ มะเมี๊ยะหลังจากนั้นเรื่องของเจ้าน้อยกับมะเมี้ยะ ก็ถูกสั่งห้ามพูดถึงไปหลายปีเพราะเป็นเรื่องทางการเมือง    ต้องปิดบัง      รายละเอียดเลยหายไป  เหลือแต่ตำนาน  อุปสรรคความรักของเจ้าน้อยกับมะเมี้ยะ ไม่ใช่ฐานันดร ไม่ใช่เชื้อชาติ แต่เป็นการเมืองแท้ๆ 

       เศร้าเนอะ ความรักในตำนานมักจบลงด้วยความเศร้าสลด ทั้งที่รักเดียวทั้งสองฝ่าย น่าสงสารจริงๆ เรื่องนี้มีแต่คนน่าสงสาร เจ้าบัวชุมเมียแต่งก็น่าสงสาร ทางเจ้าดารารัศมี มีบันทึกไว้แค่ว่าทรงไม่คิดว่าเจ้าน้อย จะปักใจมั่นกับมะเมี้ยะขนาดนี้ เจ้าดารารัศมีทรงคิดว่าหลายปีผ่านไป และได้ภรรยาที่ดีพร้อมก็คงลืม ความรักครั้งแรกได้ แต่เจ้าน้อยไม่ลืมจนสิ้นชีวิต 

       เจ้าบัวนวล คู่หมั้น เมื่อแรกรู้สึกเสียหน้าแต่หลังจากนั้นก็รู้สึกเห็นใจและศรัทธาในรักแท้ของ เจ้าน้อย จริงๆ แล้วเราแอบคิดว่า   ถ้าเจ้าน้อยโกหก ให้มะเมี้ยะหนีเข้าเมืองเถื่อนแล้วปลอมเป็นสาวไทย ให้เป็น เมียบ่าว เรื่องก็จบแต่มันเป็นเพราะ...เจ้าน้อยต้องการมีภรรยาคนเดียว คือ...มะเมี้ยะ 

        หายากมากผู้ชายสมัยนั้น  เรื่องรักเดียวเนี่ยแต่ก็เป็นไปตามคำสาบานนะ ผิดรักไปแต่งกับหญิงอื่นเลยอายุสั้น รูปหล่อ รักเดียว รักจนตาย ยังกะนิยายเศร้าจริงๆๆๆ...ว่าแล้วก็เผื่อแผ่ความเศร้าให้คนอื่นบ้าง 

         สังเกตมั้ยว่า ความรักที่เป็นตำนาน...มักจะมีจุดจบที่เศร้ารันทดใจ รักแฮ้ปปี้มันคงไม่กินใจพอที่จะเป็นตำนาน...สำหรับเราขอมีความสุขดีกว่าเป็น ตำนาน..เฮ้อ...อ 

แต่น่าเสียดาย...ไม่มีรูปมะเมี้ยะ คาดว่าเป็นสามัญชนคนธรรมดาเลยไม่มีรูปถ่ายเก็บไว้เป็นหลักฐานบ้าง ไม่งั้นคงได้เห็นว่ามะเมี๊ยะงามจ๊าดแค่ไหน.... แต่บางทีการไม่เห็นหน้า... 
จินตนาการอาจทำให้มะเมี๊ยะสวยงามยิ่งในความทรงจำของผู้ที่ได้รู้เรื่องราวเธอก็ว่าได 
ณ วันนี้... 99 ปีผ่านไป เจ้าน้อยกับมะเมี๊ยะ คงได้พบกันบนเส้นทางสายดวงดาวแล้ว 
ความรักครั้งหน้า...ขอให้ไร้อุปสรรคทั้งปวง สมกับที่รอคอยกันมาแสนนาน 

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2559

มองต่างมุมอย่างคนคิดบวก

มองต่างมุมอย่างคนคิดบวก

เมื่อครั้งก่อนได้เคยเขียนไปว่า 
การคิดบวกเป็นเรื่องง่ายที่คนเราชอบทำเป็นเรื่องยาก 
บางครั้งการเปลี่ยนความคิดก็เป็นเรื่องที่ยากสำหรับคนบางคน 
ทั้งๆที่บางครั้งในสิ่งเดียวกันเราสามารถมองได้ถึง ๒ แบบ ทั้งแบบลบและแบบบวก 
มีคนบอกว่า แก้วน้ำใบหนึ่งมีน้ำอยู่ครึ่งแก้ว 
คนหนึ่งเห็นอาจบอกว่า มีน้ำ"แค่"ครึ่งแก้ว 
ในขณะที่อีกคนหนึ่งอาจบอกว่า มีน้ำ"ตั้ง"ครึ่งแก้ว 
แค่พยางค์เดียวที่แตกต่างกัน ระหว่างคำว่า "แค่"กับ"ตั้ง" แต่กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง 
แค่ครึ่งแก้วกับตั้งครึ่งแก้วสะท้อนถึงมุมมองของคนที่พูดได้อย่างเห็นได้ชัด 
เพราะมุมมองที่แตกต่างกัน เราจึงมองเห็นภาพๆหนึ่งแตกต่างกัน 
คนส่วนใหญ่เมื่อต้องเผชิญกับปัญหา หรือเมื่ออยู่ในภาวะทุกข์ใจ 
มักจะจำกัดความคิดถึงแต่ความผิดพลาด ความล้มเหลว ชอบเปรียบเทียบ
ชอบคิดว่าปัญหาของตนเองนั้นเป็นปัญหาใหญ่ เป็นเรื่องที่ลำบากมาก ทุกข์ทรมานมาก
มักจะมองเห็นแต่เรื่องของตนเองจนลืมมองเห็นความทุกข์ของคนอื่น 
หากเราเปลี่ยนมุมมองสักนิด เปิดจุดโฟกัสของสายตาให้กว้างอีกหน่อย
ลองพาตัวเองออกมาสู่โลกกว้าง คุณอาจจะได้เจอผู้คนที่เค้าทุกข์ทรมานกว่าคุณหลายเท่านัก 
ทุกข์ของคุณอาจแค่โดนเจ้านายบ่น
ทุกข์ของคุณอาจเป็นแค่หมุนเงินผ่อนบ้าน ผ่อนรถไม่ทัน 
ในขณะที่ทุกข์ของคนอื่นอาจไม่มีที่ซุกหัวนอน 
ทุกข์ของคนอื่นไม่โอกาสได้เรียนหนังสือ ไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของสมบัติใดๆ 
ไม่มีแม้กระทั่งอาหารยาไส้
หากคิดได้อย่างนี้คุณจะรู้สึกขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้คุณเป็นคุณได้อย่างทุกวันนี้
บางครั้งคนเราก็ต้องสร้างมุมมองใหม่ให้กับชีวิต เป็นมุมมองที่ไม่ทุกข์ 
ไม่ต้องหาความสุขจากที่ไหนหรอกค่ะ แค่คุณเปลี่ยนมุมมองในชีวิต 
มองต่างมุมอย่างคนคิดบวก แล้วคุณจะได้รู้สึกได้ว่า คุณเป็นคนโชคดีที่มีความสุขได้กับทุกๆสถานการณ์
คุณเป็นคนโชคดีที่มีความสุขได้กับทุกๆสิ่งรอบๆตัวคุณ
ลองเปลี่ยนมุมมองดูบ้างสิค่ะ เราจะได้สร้างสังคมแห่งความสุขด้วยกัน
คบเพื่อนคิดบวกเพื่อสร้างนิสัยการคิดเชิงบวก 
"คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล" 
ก็ยังใช้ได้กับสังคมไทยในทุกยุคทุกสมัยนะครับ
เช่นเดียวกันกับการที่เราจะพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่มีความคิดเชิงบวก
เราก็คงจะต้องถือคติ "คบคนคิดลบ คนคิดลบจะพาไปหาทุกข์ 
คบคนคิดบวก คนคิดบวกจะพาไปหาโอกาสแห่งความสุข"
ถึงแม้จะไม่เหมือนแต่ก็พอกล้อมแกล้มไปได้นะครับ
ถ้าเพื่อนๆหรือคนรอบข้างของเราเป็นคนคิดลบ 
นินทาคนอื่นทั้งวัน คิดแต่สิ่งที่ไม่ดี ชอบมองโลกในแง่ลบ 
คิดว่าคนอื่นไม่ดี(ตัวเองดีอยู่คนเดียว) มองอะไรไม่ค่อยสร้างสรรค์ 
วันๆเอาแต่ติแบบไม่ก่อ
รับรองได้ว่าวันๆชีวิตเราจะมีแต่เรื่องลบๆเข้ามาเก็บไว้ในหัวและในใจ 
คงไม่ต่างอะไรจากถังขยะที่ใส่แต่สิ่งที่ไม่มีประโยชน์
แต่ถ้าเพื่อนๆหรือคนรอบข้างของเรามีแต่คนคิดบวก
คิดสร้างสรรค์ เป็นคนที่มองทุกอย่างเป็นโอกาส เป็นคนที่สรรหาแต่สิ่งดีๆเข้าในชีวิต 
เช่น วันๆก็คุยกันเรื่องที่ดีๆ เรื่องที่สร้างกำลังใจ 
เรื่องพัฒนาคน ปรับปรุงงาน เรื่องชื่นชมความดีของคนอื่น
ชื่นชมความสำเร็จของคนอื่น เล่าสู่กันฟังเรื่องความภูมิใจในชีวิตของตัวเอง ฯลฯ 
รับรองได้ว่าเรามีแต่สิ่งดีๆเข้ามาในหัวและในใจอย่างแน่นอน 
เมื่อเราอยู่ในสังคมที่เป็นบวกไปนานๆ 
เราก็จะปรับตัวและซึมซับเอาลักษณะการคิดเชิงบวกเข้ามาโดยไม่รู้ตัว
ดังนั้น ถ้าใครต้องการที่จะพัฒนาตนเองให้กลายเป็นคนคิดเชิงบวก
อย่างแรกสุดคือการเลือกคบคน เลือกอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่เป็นคนคิดเชิงบวกก่อน
เท่ากับเป็นการเลือกสภาพแวดล้อมก่อน 
ก่อนที่จะเข้ามาพัฒนาที่ตัวของเราเองในลำดับต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก http://gotoknow.org/blog/positive/120319 

ทำบุญสมัยพุทธกาล ลงทุนน้อย แต่ได้บุญมาก



ทำบุญสมัยพุทธกาล ลงทุนน้อย แต่ได้บุญมาก






แล้ววันหนึ่ง ขอบฟ้าก็ได้มีโอกาสเข้าใจ"เคล็ดลับการทำบุญตามสมัยพุทธกาล"





.............
.......
...
.

หลังจากนั้น ขอบฟ้าก็ได้เริ่มไตร่ตรอง
หาคำตอบของการทำบุญที่แท้จริง






.............
.......
...
.


นอกจากนี้หลวงพ่อก็ยังเล่าเรื่องราวสมัย
พุทธกาลเกี่ยวกับการทำบุญ

ที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสเอาไว้ให้ฟัง...



.............
.......
...
.
เขายังได้เรียนรู้สิ่งต่างๆอีกมากมายจากหลวงพ่อ...

......
..
........
....





หนังสือเล่มนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากพระนิพนธ์ใน
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังราช

เพื่อให้สังคมไทยเข้าใจการทำบุญอย่างแท้จริง



สำหรับผู้สนใจสามารถหาซื้อได้แล้วที่
ซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ ทุกสาขา

และ ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ
หรือที่ @A Thing Books





ที่มา : ที่นี่ดอทคอม เคล็บลับการทำบุญสมัยพุทธกาล "ลงทุนน้อยกว่า ได้บุญมากกว่า" : อาหารสมอง

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2558

สัญญานะ ว่าเราจะจูงมือแก่ผมขาวโพลนไปพร้อมกัน...ศิวพร ไตรภพ

ขอบคุณ ...

ทุกทุกความรักและมิตรภาพบนโลกนี้
ทั้งพ่อแม่ และคุณครูบาอาจารย์ทั้งหลายทั้งมวล
เพื่อนในโลกจริงที่ทำให้หัวเราะก็ได้ ร้องไห้ก็เป็น


เพื่อนในโลกไซเบอร์ที่ส่งใจถึงกันเสมอ
..
"คุณ" ด้วยที่ยังรักกัน .. (จะ)ในฐานะใดก็ตามแต่

สัญญานะ ว่าเราจะจูงมือแก่ผมขาวโพลนไปพร้อมกัน

เฮ้อ .. พรุ่งนี้จะมีผมหงอกอีกเส้นแร้วว!!!


Today is Friday?? by บันทึกรักนักบัญชี


Today อยากให้เป็นวันศุกร์จัง

เกิดอาการพายุ"งาน" พัดถาโถมอีกระลอก
ทั้ง ๆ ที่ดูเหมือนจะเนือย ๆ จนค่อนข้างจะแน่นิ่งไปแล้ว
อะไรก็ไม่รู้ จู่ ๆ ก็โครมคราม ตูมตามมา



เฮ้อ .. เหนื่อย
ไม่บ่นอะไรมากมายกับปริมาณงานที่เข้ามา
เพราะดีกว่าไม่มีอะไรทำ แค่เพียงว่าถ้าไม่มาพร้อมกันก็คงดี
เคยรู้สีกไหม เวลาที่เราลอยคอในทะเล
แล้วคลื่นซัดกระแทกซ้าย คลื่นลอยมากระแทกขวา
แล้วมองไปด้านหน้าก็เห็น ฟองสีขาวม้วนตัวใหล้เข้ามา
อืม อารมณ์นั้นแหละ ..
โยก ย้าย โยน ยาน พอ หนุก หนุก

https://www.facebook.com/siwa9123