วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

รวบรวมคำที่มักเขียนผิด

คำไทยที่มักเขียนผิดบ่อย ๆ 

 คำที่เขียนถูกมักเขียนผิดเป็น
กงเกวียนกำเกวียนกงกำกงเกวียน 
 กงสุลกงศุล 
 กฎกฏ 
กฎหมาย กฏหมาย 
กบ (เต็ม,แน่น) เช่น เลือดกบปาก เลือดกลบปาก 
กบฏ   กบฎ, กบถ
 กบาล, กระบาล กะบาล, -บาน 
กระจิริดกระจิ๊ดริด , กะจิ๊ดริด
กระหนก (ลายไทย)กนก
กรีฑา (กีฬาประเภทหนึ่ง)  กรีทา, กรีธา
กรีธาทัพ (เคลื่อน ยก เดินเป็นหมู่หรือเป็นกระบวน)กรีฑาทัพ 
กะทันหัน  กระทันหัน 
กะเทยกระเทย
 กะบังลม กระบังลม 
 กะพง กระพง
กะพริบ   กระพริบ
 กะพรุน กระพรุน
กะเพรา กระเพรา 
กะหรี่กระหรี่
  กังวาน กังวาล
กาลเทศะ   กาละเทศะ
 เกม เกมส์
 เกษียณอายุ เกษียนอายุ
เกษียนหนังสือ เกษียณหนังสือ,เกษียรหนังสือ
 เกษียรสมุทร เกษียณสมุทร,เกษียนสมุทร
 เกสรเกษร 
เกาต์  เก๊าท์
 แก๊ง แก๊งค์, แก๊งก์
 ขะมักเขม้น   ขมักเขม้น
 ข้าวเหนียวมูน ข้าวเหนียวมูล
 คทา  คฑา, คธา
ครอก (ฝูงลูกสัตว์ที่เกิดร่วมในคราวเดียวกัน) คลอก (ไฟล้อมเผาออกไม่ได้) 
 คริสตกาล  คริสต์กาล
 คริสตจักร  คริสต์จักร
คริสต์ทศวรรษ คริสตทศวรรษ 
 คริสต์ศตวรรษคริสตศตวรรษ 
 คริสต์ศักราช คริสตศักราช
คริสต์ศาสนา  คริสตศาสนา
ครุภัณฑ์คุรุภัณฑ์
ครุศาสตร์ คุรุศาสตร์
คลิกคลิ้ก, คลิ๊ก
คลินิก   คลีนิก, คลินิค
 ค้อน ฆ้อน
 คอนแวนต์ คอนแวนท์
 คะค๊ะ 
 คำนวณคำนวน 
 คุกกี้คุ้กกี้, คุ๊กกี้ 
 เครื่องราง เครื่องลาง 
เครื่องสำอาง เครื่องสำอางค์ 
แค็ตตาล็อก   แคตตาล็อก, แคตาล็อก
 แคระแกร็นแคระแกรน 
โควตา  โควต้า
งูสวัด   งูสวัส, งูสวัสดิ์
เงินทดรอง เงินทดลอง 
จงกรม จงกลม
จะงอย จงอย
จะจะจะ ๆ
จะละเม็ดจาละเม็ด, จาระเม็ด, จรเม็ด, จระเม็ด
จักจั่นจั๊กจั่น 
จักรพรรดิ  จักรพรรดิ์
จักรวรรดิ จักรวรรดิ์
 จักสานจักรสาน 
 จาระบีจารบี 
 จำนง/เจตจำนง จำนงค์/เจตจำนงค์
 โจทก์จำเลย โจทย์จำเลย
โจทย์เลข โจกท์เลข 
โจษจัน โจทจัน,โจทย์จัน,โจษจรรย์ 
ฉัน ฉันท์ เสมือน เช่น ฉันญาติ ฉันมิตร; รับประทาน ใช้กับพระสงฆ์  ฉันท์
ชโลมชะโลม
 ชอุ่มชะอุ่ม 
ซาวเสียง ซาวด์เสียง, ซาวน์เสียง, ซาวนด์เสียง 
 ซ่าหริ่มสลิ่ม, ซะหริ่ม, ซ่าหลิ่ม 
ซีเมนต์ ซีเม็นต์, ซีเมนท์, ซีเม็นท์, ซีเม็น
เซ็นชื่อเซ็นต์ชื่อ
เซนติเมตรเซ็นติเมตร 
 ฌาน ฌาณ
ดอกจัน (เครื่องหมาย) ดอกจันทร์ ,ดอกจันทน์
ดอกไม้จันทน์  ดอกไม้จันทร์
ดัตช์  ดัชต์, ดัชท์, ดัทช์
 ดำรงดำรงค์ 
 โดยดุษณี (อาการนิ่งซึ่งแสดงถึงการยอมรับ) โดยดุษฎี (ความยินดี , ชื่นชม)
ตรรกะ, ตรรกตรรกกะ  
ตระเวน / ลาดตระเวนตระเวณ / ลาดตระเวณ
ตราสัง ตราสังข์
ตะราง (ที่คุมขังนักโทษ) ตาราง 
ต่าง ๆ นานา ต่าง ๆ นา ๆ  
ตานขโมยตาลขโมย 
เต็นท์  เต๊นท์
ใต้เท้าไต้เท้า 
ไต้ก๋ง  ใต้ก๋ง 
ไตรยางศ์ไตรยางค์
ถนนลาดยางถนนราดยาง
ทโมน ทะโมน, โทมน
ทยอยทะยอย
ทแยง ทะแยง, แทยง 
ทรงกลดทรงกรด 
ทรราช (ผู้ปกครองบ้านเมืองที่ใช้อำนาจสร้างความเดือดร้อน)ทรราชย์ 
ทระนง, ทะนงทรนง, ทนง 
ทลายทะลาย
 ทศกัณฐ์ทศกัณฑ์
ทอนซิลทอมซิน
ทะนุถนอมทนุถนอม
ทะลาย (ช่อหมาก, มะพร้าว)ทลาย (แตกหัก, พัง) 
ทะเลสาบทะเลสาป
เทคนิคเทคนิก
ทูนหัว ทูลหัว 
ทูลกระหม่อมทูนกระหม่อม
เท่เท่ห์
เทพนมเทพพนม
เทิด เทอด 
เทเวศร์เทเวศน์
 เท้าความ ท้าวความ
 แท็กซี่ แท๊กซี่
นอต น็อต, น๊อต 
นัยนัยยะ
นัยน์ตา นัยตา 
น้ำจัณฑ์น้ำจัน
น้ำมันก๊าดน้ำมันก๊าซ, -ก๊าส
น้ำแข็งไสน้ำแข็งใส
โน้ตโน๊ต, โน้ท, โน๊ท 
บ่วงบาศบ่วงบาศก์, บ่วงบาต, บ่วงบาท
บังสุกุล บังสกุล 
บัญญัติไตรยางศ์บัญญัติไตรยางค์
บัตรสนเท่ห์ บัตรสนเท่
บันได บรรได 
บันเทิงบรรเทิง 
บันลือบรรลือ
บางลำพูบางลำภู
บิณฑบาต บิณฑบาตร, บิณฑบาท
บิดพลิ้ว  บิดพริ้ว 
เบรกเบรค
ประกายพรึกประกายพฤกษ์
ประจัญบานประจันบาน, ประจันบาล, ประจัญบาล 
ประจันหน้า ประจัญหน้า
ประณตประนต
ประณม (การน้อมไหว้)ประนม (ยกกระพุ่มมือ)
ประณาม (กล่าวร้าย) ประนาม 
ปรากฏ  ปรากฎ
ปรานี (เอ็นดู) ปราณี (ผู้มีชีวิต) 
ปล้นสะดมปล้นสดมภ์
ปะแล่มปแล่ม, แปล่ม
ปาติโมกข์ปาฏิโมกข์ 
ปิกนิกปิคนิค 
ปุโรหิตปุโลหิต 
เปอร์เซ็นต์เปอร์เซนต์
ผล็อยผลอย
ผลัดเปลี่ยนผัดเปลี่ยน
ผลัดเวรผัดเวร 
ผอบผะอบ
ผัดวันประกันพรุ่ง ผลัดวันประกันพรุ่ง
ผัดหนี้ผลัดหนี้ 
ผาสุกผาสุข
เผอเรอเผลอเรอ
ผัดไทยผัดไท 
พะแนง พแนง, แพนง 
พะยอมพยอม 
พันทางพันธุ์ทาง
พัศดีพัสดี
พากย์หนังพากษ์หนัง
พานจะเป็นลม พาลจะเป็นลม 
พิศวาส พิสวาส 
พิสดารพิศดาร 
พิสมัยพิศมัย
พุทธชาดพุทธชาติ 
เพชฌฆาต เพชรฆาต, เพ็ชรฆาต
เพนียดพเนียด, พะเนียด
เพริศพริ้งเพริดพริ้ง
เพียบพร้อมเพรียบพร้อม
แพทยศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ 
โพนทะนาโพนทนา
โพสพโพศพ
ฟังก์ชันฟังก์ชั่น
ฟิล์ม  ฟิลม์, ฟิมล์, ฟิม์ล 
ฟุลสแก๊ปฟูลสแกป 
ไฟแช็กไฟแชค, ไฟแช็ค 
มงกุฎมงกุฏ
มณฑปมนฑป, มณทป 
ม่อห้อม, ม่อฮ่อม, หม้อห้อม หม้อฮ่อม 
มัคคุเทศก์ มัคคุเทศ, มัคคุเทศน์
มัคนายก, มรรคนายกมัคทายก, มรรคทายก
มัสตาร์ด มัสตาด 
 มัสมั่นมัสหมั่น 
 มานุษยวิทยามนุษยวิทยา 
ม่าเหมี่ยวมะเหมี่ยว
มุกตลกมุขตลก 
 ไมยราบ (พรรณไม้) ไมยราพ
ไมยราพณ์ (ตัวละครในรามเกียรติ์)ไมยราพ
ย่อมเยา ย่อมเยาว์
 รสชาติรสชาด 
ระเห็จ  รเห็จ, เรห็จ
รักษาการ (ปฏิบัติหน้าที่แทนชั่วคราว) รักษาการณ์
รักษาการณ์ (เฝ้าดูแลเหตุการณ์)รักษาการ
ราชัน (พระเจ้าแผ่นดิน)ราชันย์ (เชื้อสายของพระเจ้าแผ่นดิน)
แร็กเกต แร็กเก็ตแร็กเก็ต
ลมปราณลมปราน 
ล็อกเกตล็อกเก็ต 
ละโมบลโมบ
ละเอียดลออ ลเอียดลออ, ละเอียดละออ 
ลายเซ็นลายเซ็นต์ 
ลิดรอนสิทธิ์ริดรอนสิทธิ์
ลิฟต์ลิปต์, ลิฟ, ลิฟท์  
ลำไยลำใย
ลูกนิมิตลูกนิมิตร
ลูกบาศก์ลูกบาศ
เล่นพิเรนทร์เล่นพิเรนท์
เลือนราง  เลือนลาง
เลิกรา เลิกลา 
โลกาภิวัตน์ โลกาภิวัฒน์ 
 โล่โล่ห์ 
ไล่เลียงไล่เรียง, ไร่เรียง, ไร่เลียง 
วันทยหัตถ์ วันทยาหัตถ์
วันทยาวุธวันทยวุธ 
วายชนม์วายชน 
วารดิถีวาระดิถี 
วิ่งเปี้ยววิ่งเปรี้ยว
วิ่งผลัดวิ่งผัด
วิหารคดวิหารคต 
 วีดิทัศน์วิดีทัศน์,วีดีทัศน์ 
เวทมนตร์ เวทย์มนตร์, เวทมนต์ 
เวนคืนเวรคืน 
สไบสะไบ, ไสบ
สังเกตสังเกตุ 
สันโดษสัญโดษ
สัมมนาสัมนา, สำมะนา 
สาบสูญสาปสูญ 
สาปแช่งสาบแช่ง
สามเส้าสามเศร้า
สายสิญจน์สายสิญจ์
 สิริมงคล ศิริมงคล
สีสวาดสีสวาท, สีสวาส
สุกียากี้สุกี้ยากี้
เสื้อกาวน์เสื้อกาว, เสื้อกาวด์ 
แสตมป์ สแตมป์ 
หมูหย็องหมูหยอง
หมาในหมาไน 
หมามุ่ย, หมามุ้ยหมาหมุ้ย
หย็องแหย็ง หยองแหยง 
หลงใหล หลงไหล 
หัวมังกุท้ายมังกรหัวมงกุฎท้ายมังกร
เหลวไหล เหลวใหล 
ใหลตาย (โรค)ไหลตาย 
องคชาตองคชาติ
อนุญาตอนุญาติ 
อนุมัติอนุมัต
อเนกประสงค์เอนกประสงค์
อเนจอนาถอเนถอนาถ
ออฟฟิศอ็อฟ-, -ฟิซ, -ฟิส, -ฟิต  
อ้อยควั่น  อ้อยขวั้น, อ้อยฟั่น 
อะลุ่มอล่วย, อะลุ้มอล่วย อลุ่มอล่วย, อะลุ่มอะหล่วย 
อะไหล่ อาหลั่ย, อาไหล่, อะหลั่ย 
อัญชันอัญชัญ
อัตคัด อัตคัต 
อานิสงส์ อานิสงฆ์ 
อาเพศ อาเพท, อาเภท 
อินทรี (ปลา, นก) อินทรีย์ (ร่างกายและจิตใจ) 
 อินฟราเรด อินฟาเรด, อินฟาร์เรด 
อิริยาบถ อิริยาบท 
อิเล็กทรอนิกส์ อิเล็คทรอนิกส์, อิเล็คโทรนิกส์ 
อีเมล อีเมล์
เอเชีย เอเซีย 
ไอศกรีม ไอศครีม, ไอติม, ไอสกรีม






วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

คำคมของ 'วอร์เร็น บัฟเฟตต์'

'วอร์เร็น บัฟเฟตต์'
 เป็นเศรษฐีอันดับต้นๆของโลก แต่เป็นคนใช้จ่ายอย่างประหยัด
บริจาคเงินมากมายให้องค์กรการกุศล และสัญญาว่าจะบริจาคถึง 99% ของทรัพย์สินทั้งหมดของเขา

     เขาเป็นนักธุรกิจ นักลงทุน เป็นเศรษฐีอันดับต้นๆของโลก ปัจจุบันมีทรัพย์สินอยู่ที่ US$84,900 ล้าน แต่เป็นคนใช้จ่ายอย่างประหยัด บริจาคเงินมากมายให้องค์กรการกุศล และสัญญาว่าจะบริจาคถึง 99% ของทรัพย์สินทั้งหมดของเขา

     เขามีหลักการที่ดีเยี่ยมในการดำเนินชีวิต 
ลองมาซึมซาบคำคมจากผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากบุคคลท่านนี้

     1. รายได้
อย่าพึ่งรายได้จากหนึ่งช่องทาง
จงรู้จักลงทุนเพื่อหารายได้จากช่องทางที่สองด้วย

     2. รายจ่าย
หากชอบซื้อของที่ไม่จำเป็น
สุดท้ายคงต้องเที่ยวขายของที่จำเป็นทิ้งไป

     3. เงินออม
อย่าเก็บออมจากเงินที่เหลือใช้
จงใช้เงินที่เหลือจากการเก็บออมแล้ว

     4. การเสี่ยงภัย
ถ้าจะทดสอบความลึกของแม่น้ำ จงอย่าได้ก้าวเท้าสองข้างลงไปในน้ำพร้อมกัน

     5. การลงทุน
อย่าวงไข่ทุกฟองลงไปในตระกร้าใบเดียวกัน


     6. การคาดหวัง
ความซื่อสัตย์เป็นของล้ำค่ามาก
จงอย่าได้คาดหวังสิ่งเหล่านี้จากคนชั้นถ่อย

     7. หากคุณกำลังหดหู่
นั่นเพราะคุณยังจมอยู่กับอดีต
หากคุณกำลังกังวล
นั่นเพราะคุณก้าวล่วงเข้าไปในอนาคต
แต่หากคุณอยู่ในความสงบ
คุณกำลังอยู่กับปัจจุบันด้วยสติ

อดีตควรเป็นเศษกระดาษที่ถูกทิ้งไปแล้ว
ปัจจุบันคือหนังสือพิมพ์แห่งความเป็นจริง
อนาคตคือกระดาษคำถามที่ยังไร้คำตอบที่แน่นอน

     8. เมื่อสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้น
คุณมีสามทางเลือก
ยอมแพ้
หรือยอมให้มันทำลายคุณ
หรือทำให้คุณเข้มแข็งยิ่งขึ้น

     9. ความจนสอนเรื่องราวเป็นล้านให้คุณตระหนัก
ความรวยก็มีล้านวิธีที่สามารถทำลายชีวิตคุณ

     10. สิ่งที่คนฉลาดทำในตอนเริ่มต้น 
คนโง่มักจะทำมันในตอนจบ

     11. ดวงตาเราอยู่ด้านหน้าของร่างกาย
นั่นเพราะชีวิตที่มองไปข้างหน้า สำคัญกว่ามัวแต่มองเหลียวหลัง

     12. ตอนเด็กเราใช้ดินสอ
แต่ทำไมตอนนี้เราใช้ปากกา
นั่นเป็นเพราะความผิดพลาดอนเป็นเด็ก ลบแล้วเขียนใหม่ได้
แต่ตอนนี้มันยากเสียแล้ว

Cr. https://www.winnews.tv/news/26397



วันพุธที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562

กลยุทธ์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าหลังจากตรัสรู้

#กลยุทธ์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าหลังจากตรัสรู้
คือ การใช้ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ 
(เครดิตแห่งการเขียน...พระมหาสมบัติ์ ฉลองนิติติ์กุล , ผศ.ดร)


ช่วงต้น คือ พระพุทธเจ้า เผยแผ่ศาสนาด้วยพระองค์เอง (การนำร่อง)

ช่วงกลาง คือ พระพุทธเจ้า เผยแผ่ศาสนาโดยใช้พระสงฆ์ จำนวน 60 รูป โดยมีโอวาทว่า "จงไปคนเดียวหลายทาง(ดาวกระจาย)

ช่วงปลาย คือ พระพุทธเจ้า เผยแผ่ศาสนาศาสนาโดยใช้พระธรรม (หลังพระพุทธเจ้าปรินิพานไปแล้วคำสั่งสอนของพระองค์ยังอยู่)


พระพุทธเจ้าทำอะไรหลังจากตรัสรู้

หลังจากตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว พระองค์ประทับเสวยวิมุตติสุข (คือการพบสุขที่เกิดเพราะความหลุดพ้น จากกิเลส) อยู่ในที่ ๗ แห่งๆ ละ ๗ วัน ดังนี้
สัปดาห์แรก
ประทับนั่งสมาธิที่วัชรอาสน์ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ๗ วัน พระพุทธองค์ได้กำหนดนึกในใจ เพื่อพิจารณาทบทวนเรื่องราว โดยตามลำดับ ตลอดปฐมยามแห่งราตรีนั้น แล้วทรงเปล่งอุทานว่า "ในการใดแล ธรรมทั้งหลาย มาปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ ในกาลนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์ผู้นั้น ย่อมสิ้นไป เพราะมารู้แจ้งธรรมพร้อมด้วยเหตุ"
ในเวลากลางคืน ทรงพิจารณาทบทวนปฏิจจสมุปบาท แบบย้อนตามลำดับ คือพิจารณาจากปลายมาจุดเริ่มแรกแล้วมีพุทธอุทานว่า "ในกาลใดแล ธรรมทั้งหลายมาปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ ในกาลนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์ย่อมสิ้นไป เพราะได้รู้แจ้งความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย"
ในปัจฉิมยาม ทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาททั้งตามลำดับและ ย้อนตามลำดับแล้วมีพุทธอุทานขึ้นว่า "ในกาลใดแลธรรมทั้งหลายมาปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ ในกาลนั้นพราหมณ์ผู้นั้นย่อมกำจัดมารและเสนามารเสียได้ ดุจพระอาทิตย์กำจัดมืดส่องแสงสว่างอยู่ในอากาศ ฉะนั้น"
สัปดาห์ที่สอง
อนิมิสเจดีย์-ทรงพระดำเนินไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของต้นพระศรีมหาโพธิ์ เมื่อได้ระยะพอควรกับการทอดพระเนตร ก็ทรงหันกลับพระพักตร์มายืนพิจารณาต้นโพธิ์ที่ได้ตรัสรู้นั้น ทรงลืมพระเนตรโดยมิได้กระพริบเลยตลอดสัปดาห์ เพื่อทบทวนความทรงจำต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วโดยลำดับ ความหมุนเวียนผันแปรอันเกิดขึ้นตามอำนาจของสังขารจักรก็มาหยุดลงแค่นี้ ต้นมหาโพธิ์ต้นนี้เป็นที่ให้กำเนิดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัจจธรรมอันบริสุทธิ์ สามารถชำระล้างกิเลสนานาชนิดของสัตว์โลกได้อย่างศักดิ์สิทธิ์ ทรงพอพระทัยในการตรัสรู้นี้เป็นอย่างยิ่ง สถานที่นี้จึงเรียกว่า อนิมิสเจดีย์
สัปดาห์ที่สาม
เสด็จมาเดินจงกรมอยู่ ๗ วัน ตรงระหว่างกลางแห่งอนิมิสเจดีย์กับต้นศรีมหาโพธิ์ ทางด้านเหนือของวิหาร ที่ตรงนั้นเขาก่อฐานปูนสูงขึ้นประมาณ ๔ ฟุต จากพื้นถนน แล้วสลักหินเป็นรูปดอกบัวโตพอประมาณ ๑๙ ดอก แสดงว่าเป็นทางเดินจงกรมของพระพุทธองค์เรียกว่า รัตนจงกรมเจดีย์
สัปดาห์ที่สี่
เทวดาเนรมิตเรือนแก้วขึ้นทางทิศเหนือของต้นโพธิ์ เสด็จนั่งขัดบัลลังก์พิจารณาพระอภิธรรมปิฎกสิ้นเจ็ดวัน สถานที่นี้เรียกว่ารัตนฆรเจดีย์
สัปดาห์ที่ห้า
เสด็จข้ามแม่น้ำเนรัญชราไปยังต้นไทรอชปาลนิโครธ ประทับอยู่เจ็ดวันขณะเสวยวิมุตติสุขอยู่ ธิดาพญามารสามตน คือ ราคะ อรตี และตัณหา ได้อาสาพ่อเข้าไปประเล้าประโลมด้วยเสน่ห์กามคุณต่างๆ นานา พระองค์กลับไล่ไปเสียแสดงถึงบุคลิกลักษณะอันประเสริฐของผู้ชนะตนได้แล้ว จะไม่ยอมกลับเป็นผู้แพ้อีก
สัปดาห์ที่หก
ทรงเสด็จเสวยวิมุตติสุขที่สระมุจลินท์ (มุจลินท์เป็นชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่งคือ ไม้จิก ปัจจุบันทั้งสระน้ำมุจลินท์และต้นมุจลินท์ไม่มีให้เห็นแล้ว มีแต่สระมุจลินท์จำลองที่สร้างไว้ใกล้ๆ อาณาบริเวณวิหารพุทธคยา ทั้งนี้ เพื่อกันลืมสระดั้งเดิม) และเพราะต้นมุจลินท์ขึ้นอยู่ริมสระแห่งนั้นจึงมีชื่อว่า สระมุจลินท์ เมื่อพระองค์ประทับเสวยวิมุตติสุขได้ ๗ วัน ที่ใต้ต้นอชปาลนิโครธแล้ว ได้เสด็จมาประทับที่ใต้ต้นจิกริมสระนี้ ตอนนั้นเกิดฝนตกหนักเจือด้วยลมหนาว ฝนตกพรำอยู่เจ็ดวันเจ็ดคืน ร้อนถึงพญานาคซึ่งอาศัยอยู่ในสระนี้ ขึ้นมาขดตัวเจ็ดรอบแลแผ่พังพานเพื่อจะป้องกันฝนและลมมิให้ถูกพระวรกาย (นี้เป็นกำเนิดของพระพุทธรูปางนาคปรก) ครั้นฝนหายแล้วก็คลายขนดออก จำแลงเพศเป็นชายหนุ่มมายืนเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์พระองค์ ได้ทรงเปล่งอุทานเป็นภาษิตที่ไพเราะจับใจดังนี้
"ความสงบสงัดเป็นสุขสำหรับบุคคลผู้ได้เจริญธรรมแล้วยินดีอยู่ในสงัด ทำให้ได้ตามรู้ตามเห็นสังขารทั้งปวงตามความเป็นจริง ทำให้สำรวมระวังตัว เลิกการเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย และสิ้นความกำหนัด คือความล่วงกามคุณทั้งหลายเสียได้ด้วยประการทั้งปวง ความละคลายการถือตน ถือว่ามีตัวมีตนให้หมดได้ เป็นความสุขอย่างยิ่ง"
สัปดาห์ที่เจ็ด
ราชายตนเสด็จประทับที่ร่มต้นไม้เกตนี้ เป็นสัปดาห์สุดท้ายหลังจากตรัสรู้แล้วและได้ทรงอดอาหารมาเป็นเวลา ๔๙ วัน  ณ ที่ราชายตนะนี้เอง ได้มีนายพานิชสองคนเป็นชาวพม่าผ่านมา ชื่อตปุสสะ และภัลลิกะ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภายใต้ต้นไม้เกต มีพระรัศมีอันผ่องใสงดงามยิ่งนัก ก็บังเกิดความเลื่อมใส จึงนำข้าวสัตตุก้อน สัตตุผง ซึ่งเป็นเสบียงเดินทางของตน แล้วประกาศตนเป็นอุบาสกคู่แรกของพระพุทธศาสนา และทูลขอของที่ระลึกจากพระองค์เพื่อเอาไปบูชา พระองค์ทรงรับด้วยบาตรที่ท้าวจตุมหาราชทั้งสี่นำมาถวาย ซึ่งทรงอธิษฐานให้รวมเข้าเป็นใบเดียวกัน (ในทางประวัติศาสตร์ พม่าได้ไปมาค้าขายกับอินเดียมาช้านานแล้ว พอออกพรรษาน้ำหยุดท่วมนอง ชาวพม่าจะบรรทุกของใส่เกวียนมาแลกสินค้ากับอินเดีย กลับไปกลับมาอยู่เป็นประจำ)
พระพุทธองค์เสวยข้าวสัตตุแล้ว ทรงอนุโมทนาในความศรัทธาของ ตปุสสะกับภัลลิกะ และทรงลูบพระเกศา (ผม) พระเกศาตกลงมา ๘ เส้น มอบให้พ่อค้าทั้งสองไปเป็นการสนองความศรัทธาของเขา ชาวพม่าทั้งสองนี้ได้นำพระเกศา ๘ เส้นนั้น กลับไปเมืองย่างกุ้ง พอถึงพม่าได้มีพิธีสมโภชเส้นพระเกศานี้หลายวันหลายคืน และได้จัดสร้างพระเจดีย์ชะเวดากอง บรรจุพระเกศาธาตุ มาจนถึงตราบเท่าทุกวันนี้
ครั้นเมื่อผ่านไป 7 วัน 

ปฐมเทศนา


พระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกจากสมาธินั้นแล้ว เสด็จจากควงไม้ราชายตนะเข้าไปยังต้นอชปาลนิโครธนั้นอีก ทรงปริวิตกว่า

       “ ธรรมที่พระองค์บรรลุนั้นสุขุมลุ่มลึกเห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก เพราะเป็นธรรมที่สงบ ประณีต ละเอียด เป็นวิสัยของบัณฑิตเท่านั้นที่จะพึงรู้แจ้ง ก็ถ้าเราจะแสดงธรรม สัตว์เหล่าอื่นก็จะไม่พึงรู้ทั่วถึงธรรมของเรา ข้อนั้นจะพึงเป็นความเหน็ดเหนื่อยเปล่าแก่เรา จะพึงเป็นความลำบากเปล่าแก่เรา”

      ครั้นเมื่อพระองค์ทรงอธิษฐานจิต เพื่อที่จะแสดงพระธรรมเทศนาเช่นนั้นแล้ว จึงทรงดำริหาผู้ที่สมควรจะได้รับพระธรรมเทศนาครั้งแรก ซึ่งพระองค์ได้ทรงปรารภถึงอาฬารดาบสกาลามโคตร ผู้เป็นบัณฑิตที่จะรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้เร็วพลัน เมื่อตรวจดูอีก ทรงทราบว่าอาฬารดาบสนั้นได้เสียชีวิตได้ 7 วันแล้ว จึงทรงระลึกถึงอุททกดาบสรามบุตร ก็ทรงทราบว่า แม้อุททกดาบสก็ได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อพลบค่ำเย็นวานนี้ จึงทรงระลึกถึงพวกปัญจวัคคีย์และได้ตกลงพระทัยที่จะแสดงธรรมโปรดปัญจวัคคีย์


 หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปรารภที่จะแสดงธรรมโปรดปัญจวัคคีย์ ในรุ่งเช้า พระองค์ก็ทรงเสด็จดำเนินไปยังป่า อิสิปตนมฤคทายวัน ซึ่งเป็นสถานที่อาศัยอยู่ของพวกปัญจวัคคีย์ โดยในระหว่างทางพระองค์ก็ได้พบอุปกาชีวก ผู้ไม่เชื่อความที่พระองค์ตรัสรู้เอง และหลังจากนั้นพระองค์ก็เดินทางมาถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมื่อปัญจวัคคีย์เห็นพระองค์แล้ว ไม่ได้ให้การต้อนรับ เนื่องจากยังผิดหวังกับพระองค์ที่เลิกการทำทุกกรกิริยา แต่ด้วยบุญบารมีที่เคยสร้างด้วยกันมากับพระพุทธเจ้า ประกอบกับบุญที่ตนได้ทำเอาไว้ในกาลก่อน จึงทำให้ปัญจวัคคีย์ทำการดูแลต้อนรับอย่างดี ยอมเชื่อฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกอย่าง

       จากนั้นพระองค์จึงได้แสดงธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้ มีชื่อว่า “ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร”6) ซึ่งตรงกับ วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ (เดือนอาสาฬหะ) ซึ่งมีเนื้อความที่แสดงถึงทางสุดโต่ง 2 สายที่บุคคลไม่ควรเสพ แต่ให้ปฏิบัติตามทางสายกลาง คือ มรรคมีองค์ 8 ก็จะเห็นถึงความจริงของชีวิตทั้งหมดที่เรียกว่า อริยสัจ 4 ซึ่งการแสดงพระธรรมเทศนาในครั้งนี้ ทำให้โกณฑัญญะพราหมณ์ได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นโสดาปัตติมรรค เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบ จึงทรงเปล่งพระอุทานว่า “ อญญาสิ วต โภ โกณฺฑญโญ” และประทานการบวช แบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา ด้วยการเปล่งพระวาจาว่า “ เธอจงเป็นภิกษุเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว จงประพฤติ พรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด” ต่อมาปัญจวัคคีย์ 4 คน คือ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ อัสสชิก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเหมือนกัน พระพุทธองค์ทรงประทานการบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา เช่นกัน จากนั้นทรงแสดง “ อนัตตลักขณสูตร”7) ซึ่งมีเนื้อความที่แสดงถึงว่า ขันธ์ 5 เป็นของไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่น ก็จะทำให้ใจพ้นจากอาสวะได้ ซึ่งการแสดงพระธรรมเทศนาในเรื่องนี้ ทำให้ ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในเวลานั้นเอง

ประกาศพระศาสนา

แสดงธรรมโปรดยสกุลบุตร

      ในครั้งนั้น มีกุลบุตรเศรษฐี ชื่อว่า ยสะ ซึ่งอาศัยอยู่ในที่ไม่ไกลจากที่ประทับของพระพุทธเจ้า เกิดความเบื่อหน่ายในการครองเรือน จึงเดินมายังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พร้อมเปล่งอุทานว่า “ ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ”

      เมื่อเดินมาถึงยังที่ประทับของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์เมื่อได้ยินเสียงนั้นจึงตรัสตอบไปว่า

     “ ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง ท่านจงมาที่นี่เถิด เราจักแสดงธรรมแก่ท่าน”

เมื่อยสกุลบุตรได้ยินเช่นนั้นจึงเข้าไป ยังที่ประทับของพระองค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแสดงอนุปุพพิกถา8) แก่ยสกุลบุตร จากนั้นก็แสดงอริยสัจ 4 เมื่อจบพระธรรมเทศนายสกุลบุตรได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน

ส่งสาวกไปประกาศพระศาสนา

       การที่ยสกุลบุตรเข้ามาบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นผลดีกับพระพุทธศาสนาเป็นอย่าง มาก เพราะพระยสะมีสหายมาก เมื่อท่านเข้ามาบวชแล้ว สหายเหล่านั้นก็ได้พากันบวชตามเข้ามา อีกเป็น จำนวนมาก ทำให้มีพระสาวกเพิ่มมากขึ้น เป็นกำลังในการประกาศพระพุทธศาสนาให้แพร่กระจายได้มากขึ้นด้วย เมื่อมีจำนวนของพระสาวกมากถึง 60 รูป ซึ่งพอที่จะเป็นกำลังในการเผยแผ่พระศาสนาเพื่อ ประโยชน์สุขแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย พระพุทธองค์จึงได้ส่งพระสาวกออกไปประกาศพระศาสนายังที่ต่างๆ ทั่วแผ่นดิน ซึ่งก่อนที่จะออกไปประกาศพระศาสนา พระพุทธองค์ก็ได้ให้โอวาทแก่พระสาวกเหล่านั้นว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราพ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นมนุษย์ แม้พวกเธอก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ พวกเธอจงเที่ยวจาริก เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์ พวกเธออย่าได้ไปรวมทางเดียวกันสองรูป จงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้ง อรรถทั้งพยัญชนะครบบริบูรณ์บริสุทธิ์ สัตว์ทั้งหลายจำพวกที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อย มีอยู่ เพราะไม่ได้ฟังธรรมย่อมเสื่อม ผู้รู้ทั่วถึงธรรม จักมี”9)

ประกาศศาสนา ณ อุรุเวลาเสนานิคม

     การที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จมายังอุรุเวลาเสนานิคมนี้ ก็ด้วยเหตุ 2 อย่าง คือ เพื่อจะทรงเปลื้องปฏิญญา ที่ได้ทรงให้ไว้กับพระเจ้าพิมพิสารตั้งแต่เมื่อครั้งที่เสด็จออกทรงผนวช11) และเพื่อจะปดิษฐานพระพุทธศาสนาให้มั่นคงถาวรในเมืองราชคฤห์ ซึ่งเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรือง ทั้งยังเป็นที่รวมอยู่ของนักบวชเจ้าลัทธิ มากมายในยุคนั้น แต่การที่จะประดิษฐานพระพุทธศาสนาให้มั่นคงถาวรอยู่ในราชคฤห์ซึ่งมีศาสนาอื่นอยู่ก่อน นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะประชาชนในเมืองล้วนนับถือเจ้าลัทธิต่างๆ กันมาก ฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องเทศนา สั่งสอนพวกเจ้าลัทธิเหล่านั้นให้เกิดความเลื่อมใสพระพุทธองค์ก่อน โดยเฉพาะอุรุเวลกัสสปะซึ่งถือว่า เป็นอาจารย์ใหญ่ที่สุด แม้กระทั่งพระเจ้าพิมพิสารยังให้ความเคารพนับถือ

ดังนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเสด็จไปโปรดอุรุเวลกัสสปะให้เลื่อมใสก่อน ก็จะทำให้พระพุทธศาสนา สามารถประดิษฐานในเมืองราชคฤห์ได้สะดวกรวดเร็วและง่ายขึ้น เพราะเมื่ออุรุเวลกัสสปะให้ความเคารพ เลื่อมใสนับถือพระองค์แล้ว เหล่าศิษยานุศิษย์ของอุรุเวลกัสสปะซึ่งรวมถึงพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นกษัตริย์ แห่งเมืองราชคฤห์ ก็ย่อมที่จะมานับถือพระองค์ตามอุรุเวลกัสสปะอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้พระพุทธศาสนาสามารถที่จะเผยแผ่ยังเมืองราชคฤห์ได้ และยังทำให้การประกาศพระพุทธศาสนาของพระพุทธองค์ทำได้ง่ายขึ้นและยังรวดเร็วไปทั่วแผ่นดินได้ง่าย เนื่องจากราชคฤห์เป็นศูนย์กลางการค้าขายและมีผู้คนเข้าออกเมืองมาก ก็ทำให้คนที่เข้ามาเมืองนี้ได้รู้ข่าวการบังเกิดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะพากันไปบอกกล่าวกันต่อ เมื่อผู้ที่ทราบข่าวก็จะมาหาพระพุทธองค์และมาศึกษาพระพุทธศาสนาต่อไป

พบอัครสาวก

     หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ส่งพระสาวกออกไปประกาศพระพุทธศาสนายังสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ก็ทำให้ในสถานที่ที่พระสาวกได้เดินทางไปถึงก็ทำให้มีผู้คนมานับถือพระพุทธศาสนากันมากเพิ่มขึ้น และยังมีคนอีกจำนวนมากที่อยากที่จะเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนากัน เหมือนอย่างที่พระอัสสชิได้ทำให้พระสารีบุตร และพระมหาโมคคัลลานะผู้เป็นอัครสาวกได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ซึ่งในขณะนั้นท่าน ทั้งสองเป็นปริพาชก มีชื่อเดิมว่า อุปติสสะและโกลิตะ ท่านทั้งสองเป็นสหายกัน ต่างมีบริวาร 250 คนอาศัย อยู่ที่กรุงราชคฤห์ และออกบวชเป็นศิษย์ของท่านสัญชัยปริพาชกเรียนจนจบความรู้ของอาจารย์ก็ยังไม่พบสิ่งที่ตนเองต้องการ

      วันหนึ่งท่านทั้งสองต่างก็สัญญาว่าจะไปค้นหาอาจารย์เพื่อที่จะหาวิชาความจริงของชีวิต และถ้าใครพบเจอก่อนก็ให้มาบอกกับอีกคนให้ทราบด้วย ในที่สุดอุปติสสะก็ได้มาพบพระอัสสชิ จึงเกิดความเลื่อมใส ศรัทธา ได้เข้าไปกราบเรียนถามพระอัสสชิว่า

“ ใครเป็นศาสดาของท่าน ศาสดาของท่านสอนเช่นไร”

พระอัสสชิทราบว่าอุปติสสะเป็นนักบวชที่มีปัญญามากจึงกล่าวไปว่า

“ ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดา ของเราทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับของธรรมเหล่านั้น พระองค์ทรงมีปกติสั่งสอนอย่างนี้”12)


     ด้วยปัญญาของอุปติสสะที่เคยฝึกฝนมาในอดีตชาติ จึงทำให้ได้ดวงตาเห็นธรรม จากนั้นจึงรีบกลับไปหา โกลิตะและบอกเรื่องราวที่ตนเองได้ไปเจอมา หลังจากโกลิตะฟังจบก็เกิดดวงตาเห็นธรรม

      ท่านทั้งสองได้พากันไปบอกข่าวนี้แก่พระอาจารย์สัญชัยปริพาชก แต่พระอาจารย์กลับไม่เชื่อ ทั้งสองจึงได้เดินทางไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมกับบริวารจำนวนหนึ่ง และได้รับประทานการบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา ภายหลังท่านทั้งสองก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ และทรงประทานนามของท่านทั้งสองตามนาม ของพระมารดาว่า สารีบุตรแก่อุปติสสะ เพราะเป็นบุตรของนางสารี และประทานนามว่า โมคคัลลานะ แก่โกลิตะ เพราะเป็นบุตรของนางโมคัลลี นอกจากนี้ยังได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นอัครสาวก
แสดงโอวาทปาฏิโมกข์

     เมื่อเหล่าพระสาวกได้ออกจาริกไปเผยแผ่พระศาสนากันทั่วประเทศ ก็ไม่ได้มารวมกันหรือประชุมกันเลย ต่างก็แยกย้ายกันออกไปทำหน้าที่ในการเผยแผ่ตามเส้นทางที่ตนได้เดินทางไป ซึ่งทุกรูปที่จาริกไปก็เป็นพระอรหันต์ทั้งหมด จึงไม่ได้มีการเรียกประชุมกัน ด้วยเหตุนี้ จึงมีเรื่องอันเป็นเหตุน่าอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา คือ ในวันเพ็ญเดือนมาฆะ (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3) ได้มีพระภิกษุสาวกจำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมเพรียงกันโดยไม่ได้นัดหมายที่พระวิหารเวฬุวันสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าในขณะนั้น การประชุมในครั้งนี้จึงเรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต เพราะประกอบพร้อมด้วยองค์ 4 ประการ คือ

1. เป็นวันอุโบสถขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 พระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์

2. ภิกษุสาวกจำนวน 1,250 รูป เดินทางมาจากทิศทั้ง 4 มาประชุมพร้อมเพรียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย

3. ภิกษุเหล่านั้นเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา 6 ทั้งหมด ไม่มีภิกษุผู้เป็นปุถุชนหรือพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามีแม้สักรูปเดียวมาประชุมในครั้งนี้

4. ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ที่พระพุทธเจ้าทรงประทานการบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทาให้ทั้งหมด


  ในการประชุมครั้งนี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทพระปาฏิโมกข์ในท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์ 1,250 รูป ซึ่งถือว่าเป็นหลักคำสอนที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา และเป็นนโยบายในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เพื่อให้คณะสงฆ์ยึดเป็นหลักปฏิบัติเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ซึ่งมีเนื้อหาสาระสำคัญแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ

1. อุดมการณ์หรือเป้าหมายสูงสุดของชีวิต คือ ความอดทน พระนิพพานเป็นธรรมอย่างยิ่ง และบรรพชิตผู้ทำร้ายผู้อื่น เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ

2. หลักการดำเนินชีวิตของชาวพุทธ คือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม และการทำจิตของตนให้ผ่องใส

3. วิธีการที่จะนำไปสู่การบรรลุถึงอุดมการณ์และหลักการดำเนินชีวิต คือ การไม่กล่าวร้าย การไม่ทำร้าย ความสำรวมในพระปาติโมกข์ ความเป็นผู้รู้ประมาณใน ภัตตาหาร อยู่ในที่นั่งที่นอนอันสงัด และประกอบความเพียรในอธิจิต

เสด็จโปรดพระญาติ ณ กรุงกบิลพัสดุ์

     ตั้งแต่วันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จออกผนวชอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิตในขณะที่ทรงมี พระชนมายุ 29 พรรษา พระเจ้าสุทโธทนะพระราชบิดาทรงติดตามสดับข่าวของพระองค์อยู่ตลอดเวลา แม้ในขณะที่ทรงบำเพ็ญทุกกิริยาอยู่นั้น เทวดาจะนำข่าวมาแจ้งให้ทรงทราบเป็นระยะๆ ต่อมาพระเจ้า สุทโธทนะทรงทราบว่าเจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรู้แล้ว ในขณะนี้ประทับอยู่ที่พระวิหารเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ จึงส่งอำมาตย์ 1 คนพร้อมบริวาร 1,000 คน ส่งสาส์นไปกราบนิมนต์พระพุทธเจ้า 9 ครั้ง ได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขณะที่พระองค์กำลังทรงแสดงธรรม และได้บรรลุธรรมเป็นอรหันต์ออกบวชกันหมดทำให้ไม่ได้ยื่นสาสน์ที่พระเจ้าสุทโธทนะฝากไป ในที่สุดพระเจ้าสุทโธทนะได้ขอร้องให้กาฬุทายีอำมาตย์ผู้ ใกล้ชิดถือสาสน์ไปกราบนิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยกำชับว่า ไม่ว่ากาฬุทายีจะออกบวชหรือไม่ก็ตามต้องกลับมาส่งข่าวให้พระองค์ทราบ กาฬุทายีและบริวาร 1,000 คนได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ขณะที่พระองค์กำลังแสดงธรรมอยู่ ทำให้กาฬุทายีพร้อมกับบริวารได้ฟังธรรมที่ทรงแสดงจนบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานการบวชด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา

     พระกาฬุทายีรอเวลาที่สมควรจึงได้กราบทูลว่า

     “ ข้าพระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าสุทโธทนะมีพระประสงค์จะพบเห็นพระองค์ ขอพระองค์จงทำการสงเคราะห์แก่พระญาติทั้งหลายด้วยเถิดพระเจ้าข้า”

      พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับคำของพระกาฬุทายีแล้ว จึงพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์จำนวน 20,000 รูปเสด็จออกจากเมืองราชคฤห์ใช้เวลา 2 เดือนก็ถึงเมืองกบิลพัสดุ์

      เมื่อพระพุทธองค์พร้อมด้วยเหล่าภิกษุสงฆ์เสด็จมาถึงเมืองกบิลพัสดุ์แล้ว ทรงเห็นกิริยาอาการของเหล่าประยูรญาติผู้ใหญ่ที่ไม่เคารพนบน้อมพระองค์และเหล่าภิกษุสงฆ์ จึงได้แสดงยมกปาฏิหาริย์ เพื่อทำลายมานะทิฏฐิของพวกศากยะ พระเจ้าสุทโธทนะเห็นความอัศจรรย์ครั้งนี้ จึงก้มลงกราบพระพุทธเจ้า ทำให้พระประยูรญาติทั้งหลายหมดสิ้นทิฏฐิมานะได้ ก้มลงกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากันหมด และในขณะ ที่พระพุทธองค์เสด็จลงมาประทับนั่ง ได้มีฝนโบกขรพรรษ14) ตกลงมา พระพุทธองค์จึงอาศัยเหตุนี้ตรัส เวสสันดรชาดก

      รุ่งขึ้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสาวกเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในเมืองกบิลพัสดุ์ เพื่อโปรดประชาชน ให้ได้ทำบุญ เมื่อพระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบจึงรีบเสด็จมากล่าวยับยั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยอ้างถึงความเป็นราชวงศ์ ไม่ควรทำอย่างนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า

       “ ตอนนี้อาตมามิใช่วงศ์กษัตริย์อีกต่อไปแล้ว อาตมาออกบวชสละราชสมบัติเพื่อเดินตามรอยพระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ อาตมาเป็นพุทธวงศ์ อาตมาเดินบิณฑบาตนั้นก็เป็นประเพณีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกๆ พระองค์ ที่ทรงกระทำมา”

      แล้วได้ทรงแสดง ธรรมแก่พระพุทธบิดา เมื่อตรัสจบแล้ว ทำให้พระพุทธบิดาตั้งอยู่ในสกทาคามิผล พระเจ้าสุทโธทนะจึงทรงรับบาตรและนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระอรหันตสาวกฉันภัตตาหาร

       หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จโปรดพระเจ้าสุทโธทนะจนตั้งอยู่ในสกทาคามิผลแล้ว พระพุทธองค์ก็ได้ไปโปรดพระนางยโสธราและราหุลกุมาร ในการเสด็จโปรดครั้งนี้ พระพุทธองค์ก็ได้มอบอริยทรัพย์ให้แก่พระราหุลกุมารด้วยการให้บรรพชาเป็นสามเณร และได้ให้นันทศากยบุตรได้บวชในพระพุทธศาสนา หลัง จากที่ทำอุบายให้นันทะตามเสด็จพระองค์กลับไปราชคฤห์

      หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเสด็จออกจากเมืองกบิลพัสดุ์แล้ว ในระหว่างทางที่เสด็จประทับพักแรมอยู่ที่อนุปิยนิคมของแคว้นมัลละ มีเจ้าศากยะ 6 องค์ คือ ภัททิยะ อนุรุทธะ อานนท์ ภคุ กิมพิละ เทวทัต พร้อมด้วยช่างกัลบกหนึ่งคน ชื่อว่า อุบาลี ได้มาทูลขอพระพุทธองค์บรรพชาอุปสมบท ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงให้บรรพชาอุปสมบท จากนั้นพระพุทธองค์พร้อมด้วยภิกษุ ก็เสด็จออกจากอนุปิยนิคมไปเมืองราชคฤห์ ประทับอยู่ที่เวฬุวัน โดยลำดับ และหลังจากเหตุการณ์นี้จึงทำให้พระพุทธองค์ทรงได้อุปัฏฐากประจำตัว คือ พระอานนท์ ผู้ที่คอยอุปัฏฐากดูแลตลอดพระชนมชีพของพระพุทธองค์

      นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป พระพุทธศาสนาก็ได้เจริญแพร่หลายออกไปสู่แคว้นต่างๆ มากยิ่งขึ้นโดยลำดับ พระมหากษัตริย์และประชาชนชาวเมืองต่างๆ ก็ได้นับถือพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก ดังเช่น สุทัตตเศรษฐี หรือที่ชาวเมืองรู้จักกันในชื่อว่า อนาถปิณฑิกเศรษฐี ได้มาพบพระพุทธเจ้าที่เมืองราชคฤห์ ก็เกิดความศรัทธาเลื่อมใส และได้สร้างวิหารพระเชตวันที่เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล ถวายไว้ในพระพุทธศาสนา ในที่นี้ พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ได้นับถือพระพุทธศาสนาด้วย ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในแคว้นโกศลเป็นต้นมา


สรุปการเผยแผ่พระพุทธเจ้า
มีเหตุการณ์สำคัญ ดังนี้

วันวิสาขบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6
เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น 3 ประการ 
คือ เป็นวันพระพุทธเจ้าประสูติ, ตรัสรู้อนุตตรสัมโพธิญาณ และเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน

                
วันมาฆบูชา ซึ่งจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 
เหตุการณ์
คือ เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง "โอวาทปาติโมกข์" แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรก

วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 
เหตุการณ์
เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมที่ทรงตรัสรู้เป็นครั้งแรก 
จึงถือได้ว่าวันนี้เป็นวันเริ่มต้นประกาศพระพุทธศาสนาแก่ชาวโลก และด้วยการที่พระพุทธเจ้าทรงสามารถแสดง เปิดเผย ทำให้แจ้งแก่ชาวโลก ซึ่งพระธรรมที่ทรงตรัสรู้ได้ จึงถือได้ว่าพระองค์ได้ทรงกลายเป็นสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าโดย สมบูรณ์

เมื่อวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 3ของปีถัดมานับจากวันตรัสรู้ พระสงฆ์สาวก 1,250 รูป ที่เผยแผ่พระศาสนา
อยู่ในที่ต่างๆได้เดินทางกลับมาประชุมกัน ณ วัดเวฬุวัน โดยมิได้นัดหมาย
ในวันนี้พระพุทธองค์ทรงแสดง โอวาทปาฏิโมกข์หลักธรรมซึ่งเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
โดยทรงสอนพุทธบริษัท 4 ให้ละเว้นความชั่วให้ทำความดี และทำใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส วันนี้จึงเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง เรียกว่า “วันมาฆบูชา




เครดิตแห่งการเขียนโดยท่าน  พระมหาสมบัติ์ ฉลองนิติติ์กุล , ผศ.ดร
วิชากลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพทางการบริหารการศึกษาเชิงพุทธ (มจร.)


ใต้หล้า...ฟ้าเดียวกัน #เป็นทัศนคติเรื่องแผ่นดินของคนจีนโบราณ


#ใต้หล้า คำว่า天下(tiānxià)
เป็นทัศนคติเรื่องแผ่นดินของคนจีนโบราณ
ฟ้าสวรรค์เป็นเจ้าของแผ่นดิน มนุษย์เป็นเพียงผู้อาศัย ไม่มีใครเป็นเจ้าของได้

 ฉะนั้นระบบแรงของชุมชนจีนโบราณคือระบบ公天下(gōng tiān xià)หรือแผ่นดินของส่วนรวม นั่นเอง

เมื่อเป็นของส่วนรวม แม้แต่ผู้ที่ถูกยกย่องเป็นผู้นำก็ไม่อาจเป็นเจ้าของ
เมื่อแก่ชราจึงเป็นธรรมเนียบต้องสละตำแหน่งให้แก่คนที่มีความสามารถและอายุ เหมาะสม

ซึ่งระบบสละตำแหน่งใช้คำว่า (shàn ràng) สละปล่อยวาง
การสืบทอดอำนาจในยุคแรกจึงไม่เกี่ยวกับทางสายเลือด แต่พิจารณาจาความสามารถและคุณธรรม

ใครก็มีสิทธิ์เป็นผู้นำได้ ถ้าคนนั้นดีพอ
แบบอย่างของการสละปล่อยวาง(shàn ràng)
คือราชาชื่อเหยา(yáo)
เมื่อ(yáo)อยู่ในตำแหน่งราชาจนอายุ70กว่า
ก็เริ่มออกเดินทางเฟ้นหาผู้นำคนใหม่ จนพบกับซุ่น(shùn) ผู้ได้ชื่อว่าลูกกตัญญูและคุณธรรมสูงส่ง
จึงสละตำแหน่งให้ทันที

ระบบ(shàn ràng) นี้เป็นระบบที่ไม่ก่อเกิดราชวงศ์
เพราะไม่มีการสืบทอดอำนาจสันตติวงศ์ อำนาจพ่อมีโอกาสน้อยมากที่จะสืบทอดโดยตรงสู่ลูก
เพราะ ทุกคนค่อนข้างมียางอาย กลัวจะไม่งาม เป็นที่ครหา

วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ชื่อหลักสูตร "ลองใช้ชีวิตในเมืองใหญ่โดยไม่มีเงิน และไม่มีมือถือ" ระยะเวลา 8 ชั่วโมง

ชื่อหลักสูตร "ลองใช้ชีวิตในเมืองใหญ่โดยไม่มีเงิน และไม่มีมือถือ" ระยะเวลา 8 ชั่วโมง
ระหว่าง 09.00-17.00 น. ในวันเสาร์ต้นเดือน

ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยคนทำงานออฟฟิศ หรือมนุษย์เงินเดือน 20 คน ซึ่งถูกกำหนดเงื่อนไขให้ได้เรียนรู้   
แบบแสบๆคันๆหัวเราะไม่ออก ขอทุกคนโปรดงดอาหารเช้า แล้วมาพบกันที่หน้าห้างใหญ่ ย่านสยามสแควร์ 
เงินทอง บัตรเอทีเอ็ม มือถือ ที่พกมาโปรดฝากไว้ที่อาจารย์  ตอนเย็นจะคืนให้
 
แต่ทุกคนต้องหาวิธีไปถึงจุดนัดพบ ที่หน้าห้างใหญ่ตรงแยกลาดพร้าวในเวลา 17.00 น.                     
ทุกคนปฏิบัติการด้วยท้องที่หิว ต่างนำพาตัวเองสู่จุดนัดหมาย ด้วยประสบการณ์เฉพาะตนที่ยากจะลืมเลือน         
 
แดง - เล่าว่าเธอพยายามรวบรวมความกล้าไปขอเงินค่ารถเมล์ แต่ใจไม่กล้าพอ
เพราะรูปร่างหน้าตาแบบเธอนี่ ใครเขาจะเชื่อว่าไม่มีเงินเลยสักบาท 
แต่ด้วยความมุ่งมั่น แดงเดินจากสยามไปถึงแยกลาดพร้าว โดยไม่มีอาหารและน้ำ ตกถึงท้อง
แดง สรุปวีรกรรมของเธอว่าเป็นเรื่อง " ศักดิ์ศรี " ล้วน ๆ  เพื่อน ๆ จึงแถมด้วยว่า "ไม่ฉลาด"
เพราะไม่รู้จักขึ้นรถเมล์ฟรีสำหรับประชาชน
 
ต้อย - แก้โจทย์แรกทำอย่างไรจึงหายหิว ต้อยเล็งแม่ค้าหมูปิ้งท่าทางมีเมตตา 
ต้อยเริ่มบรรยายว่าเธอไม่ได้กินข้าวเช้า กำลังจะเป็นลมแล้ว
แม่ค้าสงสารยื่นหมูปิ้งให้สองไม้แถมข้าวเหนียวอีกห่อ ณ นาทีนั้น ต้อยสัญญากับตัวเองว่า
ทันทีที่ภารกิจเสร็จ ได้กระเป๋าสตางค์ของตนคืน จะมาเหมาหมูปิ้งหมดเลย
แต่พอถึงตอนเดินไปขอใช้โทรศัพท์มือถือ จากผู้ที่เดินผ่านไปมา
สายตาที่มองต้อยหัวจรดเท้าหรือท่าทีธุระไม่ใช่ของคนเหล่านี้
ต้อย  สรุปว่า น้ำใจแห้งแล้งกว่าแม่ค้าหมูปิ้งยิ่งนัก  ต้อยบากหน้าขอยืมมือถือกว่าสิบราย 
แต่สุดท้ายมีหญิงวัยกลางคนให้เธอยืมมือถือมาโทรฯ ได้สำเร็จ                                         
ต้อยสัญญากับตัวเองเป็นคำรบสองว่าต่อจากนี้ไป ใครมาขอยืมใช้โทรศัพท์มือถือ 
เธอจะเต็มใจให้ใช้  โดยไม่เกี่ยงงอนใด ๆ เลย  นี่คือ คำสัญญาจากต้อย       
                                                               
เอก - พยายามทดสอบน้ำใจผู้คน แต่ไม่มีใครเชื่อว่าชายครบสามสิบสอง
ไม่พิกลพิการจะมีหน้ามาแบมือขอเงิน เอกต้องทนหิว ถึงบ่ายแก่ ๆ
ไปขอเงินจากนักศึกษาสาวที่มองเอกอย่างพินิจพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินจากไป   
ราวสิบนาทีต่อมา เธอยื่นถุงจากร้านสะดวกซื้อให้เอกโดยไม่พูดสักคำ 
เอกรับมาเปิดดู มีเครื่องดื่มเย็นๆสองขวด  แซนวิช และธนบัตรหนึ่งร้อยบาทในถุงนั้น                       
เอก เล่าว่าอยากจะวิ่งไปขอบคุณนักศึกษาสาวผู้นั้น  แต่เธอเดินลับหายไปในฝูงชน 
บุญคุณครั้งนี้เอกจะไม่ลืม เงินร้อยบาทที่ได้มาเป็นเงินที่มีค่ากว่าเงินเดือนหลายหมื่น
ที่ฝ่ายการเงิน โอนเข้าบัญชีของเอกทุกเดือนซะอีก
เอกกำลังคิดว่า ตนจะตอบแทนสังคมที่มีผู้มีน้ำใจได้อย่างไร 
                                     
วิทยา - เป็นวิทยากรกระบวนการหลักสูตรนี้  แต่ต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีเงินและมือถือเช่นเดียวกันกับคนอื่น
วิทยาปล่อยวางและเล่น "เกม" นี้อย่างไม่กดดันตัวเอง  แต่พยายามเข้าใจปฏิกิริยาของคนที่เขาไปขอเงิน
และพยายามเชื่อมโยงเหตุผลที่ทำให้บางคน "มีน้ำใจ" กว่าคนอื่น
วิทยาได้รับความช่วยเหลือจากคนที่ใส่ใจรับฟัง หรือจ้องมองดวงตาของวิทยา
แต่ผู้คนที่เร่งรีบไม่มีเวลาแม้แต่หยุดฟัง  มักเชิดหน้าผ่านไปพร้อมส่งสัญญาณอำมหิต
แปลความได้ว่า...ชีวิตใคร  ชีวิตมัน  อย่ามายุ่งกับข้า…   
     
ผู้เข้าร่วมทั้ง 20 คนมาถึงจุดนัดหมายด้วย "ตัวช่วย" ต่างกันแต่ทุกคนสรุปตรงกันว่า
ต่อไปตนจะทำหน้าที่เป็นผู้ให้อย่างเต็มใจเมื่อมีผู้ร้องขอ
เพราะถ้าเราไม่ให้ ไม่ช่วยคนในสังคมแล้ว สังคมที่เราอยู่ร่วมกันนี้ก็คงไม่มีการให้
มีแต่ความเป็นตัวใคร ตัวมัน

หลักสูตรครึ่งวันนี้ได้ชี้ทางว่า  เราควรใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไร ?                                   

จาก หนังสือ สานพลัง สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชา ติ คอลัมน์ เล็กไปใหญ่ โดย
นายแพทย์ ชาตรี  เจริญศิริ