วันพุธที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ใต้หล้า...ฟ้าเดียวกัน #เป็นทัศนคติเรื่องแผ่นดินของคนจีนโบราณ


#ใต้หล้า คำว่า天下(tiānxià)
เป็นทัศนคติเรื่องแผ่นดินของคนจีนโบราณ
ฟ้าสวรรค์เป็นเจ้าของแผ่นดิน มนุษย์เป็นเพียงผู้อาศัย ไม่มีใครเป็นเจ้าของได้

 ฉะนั้นระบบแรงของชุมชนจีนโบราณคือระบบ公天下(gōng tiān xià)หรือแผ่นดินของส่วนรวม นั่นเอง

เมื่อเป็นของส่วนรวม แม้แต่ผู้ที่ถูกยกย่องเป็นผู้นำก็ไม่อาจเป็นเจ้าของ
เมื่อแก่ชราจึงเป็นธรรมเนียบต้องสละตำแหน่งให้แก่คนที่มีความสามารถและอายุ เหมาะสม

ซึ่งระบบสละตำแหน่งใช้คำว่า (shàn ràng) สละปล่อยวาง
การสืบทอดอำนาจในยุคแรกจึงไม่เกี่ยวกับทางสายเลือด แต่พิจารณาจาความสามารถและคุณธรรม

ใครก็มีสิทธิ์เป็นผู้นำได้ ถ้าคนนั้นดีพอ
แบบอย่างของการสละปล่อยวาง(shàn ràng)
คือราชาชื่อเหยา(yáo)
เมื่อ(yáo)อยู่ในตำแหน่งราชาจนอายุ70กว่า
ก็เริ่มออกเดินทางเฟ้นหาผู้นำคนใหม่ จนพบกับซุ่น(shùn) ผู้ได้ชื่อว่าลูกกตัญญูและคุณธรรมสูงส่ง
จึงสละตำแหน่งให้ทันที

ระบบ(shàn ràng) นี้เป็นระบบที่ไม่ก่อเกิดราชวงศ์
เพราะไม่มีการสืบทอดอำนาจสันตติวงศ์ อำนาจพ่อมีโอกาสน้อยมากที่จะสืบทอดโดยตรงสู่ลูก
เพราะ ทุกคนค่อนข้างมียางอาย กลัวจะไม่งาม เป็นที่ครหา

วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ชื่อหลักสูตร "ลองใช้ชีวิตในเมืองใหญ่โดยไม่มีเงิน และไม่มีมือถือ" ระยะเวลา 8 ชั่วโมง

ชื่อหลักสูตร "ลองใช้ชีวิตในเมืองใหญ่โดยไม่มีเงิน และไม่มีมือถือ" ระยะเวลา 8 ชั่วโมง
ระหว่าง 09.00-17.00 น. ในวันเสาร์ต้นเดือน

ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยคนทำงานออฟฟิศ หรือมนุษย์เงินเดือน 20 คน ซึ่งถูกกำหนดเงื่อนไขให้ได้เรียนรู้   
แบบแสบๆคันๆหัวเราะไม่ออก ขอทุกคนโปรดงดอาหารเช้า แล้วมาพบกันที่หน้าห้างใหญ่ ย่านสยามสแควร์ 
เงินทอง บัตรเอทีเอ็ม มือถือ ที่พกมาโปรดฝากไว้ที่อาจารย์  ตอนเย็นจะคืนให้
 
แต่ทุกคนต้องหาวิธีไปถึงจุดนัดพบ ที่หน้าห้างใหญ่ตรงแยกลาดพร้าวในเวลา 17.00 น.                     
ทุกคนปฏิบัติการด้วยท้องที่หิว ต่างนำพาตัวเองสู่จุดนัดหมาย ด้วยประสบการณ์เฉพาะตนที่ยากจะลืมเลือน         
 
แดง - เล่าว่าเธอพยายามรวบรวมความกล้าไปขอเงินค่ารถเมล์ แต่ใจไม่กล้าพอ
เพราะรูปร่างหน้าตาแบบเธอนี่ ใครเขาจะเชื่อว่าไม่มีเงินเลยสักบาท 
แต่ด้วยความมุ่งมั่น แดงเดินจากสยามไปถึงแยกลาดพร้าว โดยไม่มีอาหารและน้ำ ตกถึงท้อง
แดง สรุปวีรกรรมของเธอว่าเป็นเรื่อง " ศักดิ์ศรี " ล้วน ๆ  เพื่อน ๆ จึงแถมด้วยว่า "ไม่ฉลาด"
เพราะไม่รู้จักขึ้นรถเมล์ฟรีสำหรับประชาชน
 
ต้อย - แก้โจทย์แรกทำอย่างไรจึงหายหิว ต้อยเล็งแม่ค้าหมูปิ้งท่าทางมีเมตตา 
ต้อยเริ่มบรรยายว่าเธอไม่ได้กินข้าวเช้า กำลังจะเป็นลมแล้ว
แม่ค้าสงสารยื่นหมูปิ้งให้สองไม้แถมข้าวเหนียวอีกห่อ ณ นาทีนั้น ต้อยสัญญากับตัวเองว่า
ทันทีที่ภารกิจเสร็จ ได้กระเป๋าสตางค์ของตนคืน จะมาเหมาหมูปิ้งหมดเลย
แต่พอถึงตอนเดินไปขอใช้โทรศัพท์มือถือ จากผู้ที่เดินผ่านไปมา
สายตาที่มองต้อยหัวจรดเท้าหรือท่าทีธุระไม่ใช่ของคนเหล่านี้
ต้อย  สรุปว่า น้ำใจแห้งแล้งกว่าแม่ค้าหมูปิ้งยิ่งนัก  ต้อยบากหน้าขอยืมมือถือกว่าสิบราย 
แต่สุดท้ายมีหญิงวัยกลางคนให้เธอยืมมือถือมาโทรฯ ได้สำเร็จ                                         
ต้อยสัญญากับตัวเองเป็นคำรบสองว่าต่อจากนี้ไป ใครมาขอยืมใช้โทรศัพท์มือถือ 
เธอจะเต็มใจให้ใช้  โดยไม่เกี่ยงงอนใด ๆ เลย  นี่คือ คำสัญญาจากต้อย       
                                                               
เอก - พยายามทดสอบน้ำใจผู้คน แต่ไม่มีใครเชื่อว่าชายครบสามสิบสอง
ไม่พิกลพิการจะมีหน้ามาแบมือขอเงิน เอกต้องทนหิว ถึงบ่ายแก่ ๆ
ไปขอเงินจากนักศึกษาสาวที่มองเอกอย่างพินิจพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินจากไป   
ราวสิบนาทีต่อมา เธอยื่นถุงจากร้านสะดวกซื้อให้เอกโดยไม่พูดสักคำ 
เอกรับมาเปิดดู มีเครื่องดื่มเย็นๆสองขวด  แซนวิช และธนบัตรหนึ่งร้อยบาทในถุงนั้น                       
เอก เล่าว่าอยากจะวิ่งไปขอบคุณนักศึกษาสาวผู้นั้น  แต่เธอเดินลับหายไปในฝูงชน 
บุญคุณครั้งนี้เอกจะไม่ลืม เงินร้อยบาทที่ได้มาเป็นเงินที่มีค่ากว่าเงินเดือนหลายหมื่น
ที่ฝ่ายการเงิน โอนเข้าบัญชีของเอกทุกเดือนซะอีก
เอกกำลังคิดว่า ตนจะตอบแทนสังคมที่มีผู้มีน้ำใจได้อย่างไร 
                                     
วิทยา - เป็นวิทยากรกระบวนการหลักสูตรนี้  แต่ต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีเงินและมือถือเช่นเดียวกันกับคนอื่น
วิทยาปล่อยวางและเล่น "เกม" นี้อย่างไม่กดดันตัวเอง  แต่พยายามเข้าใจปฏิกิริยาของคนที่เขาไปขอเงิน
และพยายามเชื่อมโยงเหตุผลที่ทำให้บางคน "มีน้ำใจ" กว่าคนอื่น
วิทยาได้รับความช่วยเหลือจากคนที่ใส่ใจรับฟัง หรือจ้องมองดวงตาของวิทยา
แต่ผู้คนที่เร่งรีบไม่มีเวลาแม้แต่หยุดฟัง  มักเชิดหน้าผ่านไปพร้อมส่งสัญญาณอำมหิต
แปลความได้ว่า...ชีวิตใคร  ชีวิตมัน  อย่ามายุ่งกับข้า…   
     
ผู้เข้าร่วมทั้ง 20 คนมาถึงจุดนัดหมายด้วย "ตัวช่วย" ต่างกันแต่ทุกคนสรุปตรงกันว่า
ต่อไปตนจะทำหน้าที่เป็นผู้ให้อย่างเต็มใจเมื่อมีผู้ร้องขอ
เพราะถ้าเราไม่ให้ ไม่ช่วยคนในสังคมแล้ว สังคมที่เราอยู่ร่วมกันนี้ก็คงไม่มีการให้
มีแต่ความเป็นตัวใคร ตัวมัน

หลักสูตรครึ่งวันนี้ได้ชี้ทางว่า  เราควรใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไร ?                                   

จาก หนังสือ สานพลัง สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชา ติ คอลัมน์ เล็กไปใหญ่ โดย
นายแพทย์ ชาตรี  เจริญศิริ

วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2562

คุณเชื่อเรื่อง พรหมลิขิตไหม

ฉันเชื่อ

เรื่องกรรมสัมพันธ์

บางคน เค้าให้เรามาเจอกัน ณ ช่วงขณะหนึ่งของชีวิต

มาเป็นบทเรียน มาเป็นช่วงขณะหนึ่งของชีวิต



บางคนเกิดมาเพื่อเป็นเพื่อนคู่ใจ แต่ไม่ได้เป็นเพื่อนคู่กาย



วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2562

E-Payment กับ นักบัญชี (National E-Payment 2019)

E-Payment กระทบต่อนักบัญชีอย่างไร

E-Payment คือระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์
National E-Payment คือระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่รัฐบาลกำลังพยายามผลักดัน
เพื่อให้มีระบบรองรับการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้มาตรฐานมากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น ระบบพร้อมเพย์ (Promptpay)
1. สำหรับบุคคลธรรมดา (ใช้เบอร์โทรศัพท์และเลขบัตรประชาชน)
2. นิติบุคคล (ใช้เลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก)

ส่งที่นักบัญชีจะต้องทำ
1. การจัดการและการทำความเข้าใจ
2. การวางแผนภาษีในรูปแบบใหม่
ต้องทำเพราะเหตุผลใด
1. E-payment ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ส่งผลให้ตัวนักบัญชีเองต้องรีบทำความเข้าใจ
และจัดการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ
2. E-Payment ทำให้มีหลักฐานชัดเจนมากขึ้น
สามารถพิสูจน์ระบบชำระเงินได้
การยืนยันความมีตัวตน นโยบายภาษี ที่มีประโยชน์ต่อกิจการ ที่จะเกิดต้นทุนตามมา







ประกาศรับซื้อลิง

ประกาศรับซื้อลิง
มีลิงจำนวนมากอาศัยอยู่ใกล้ๆตามหมู่บ้าน
วันหนึ่ง..มีพ่อค้ามาถึงหมู่บ้านเพื่อซื้อลิงเหล่านี้ !

เขาประกาศว่า เขาจะซื้อลิงที่ราคาตัวละ 5,000 บาท
ชาวบ้านคิดว่า ผู้ชายคนนี้ต้องเป็นคนบ้าแน่

คนปกติที่ไหน จะซื้อลิงในป่าตัวละตั้ง 5,000 บาท
เพื่ออะไร ?

แต่ก็มีใครบางคนจับลิงบางตัวมา แล้วนำมันไปยังร้านของพ่อค้าคนนี้ และเขาก็ได้เงินมา 5,000 บาทจริงๆ
.
.
ข่าวนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วราวไฟไหม้ป่า แล้วผู้คนก็พากัน เข้าไปจับลิง นำมาขายให้ที่ร้านพ่อค้า

หลังจากผ่านไปสองสามวันพ่อค้าก็ประกาศว่า จะซื้อลิงที่ราคาตัวละ 10,000 บาท !

ชาวบ้านแห่กันเข้าป่า เข้าไปหาจับลิงที่ยังมีเหลือ
และพวกเขาได้ขายลิงที่จับมาได้ทั้งหมด
ที่ราคาตัวละ 10,000 บาทจริง !

จากนั้น..พ่อค้าก็ประกาศว่า จะซื้อลิงที่ราคาตัวละ 50,000 บาท !

ชาวบ้านไม่เป็นอันกินอันนอน ! ... พวกเขาจับลิงคนละ 6 - 7 ตัว ซึ่งเป็น "ลิงที่เหลือทั้งหมดในป่า" และขายได้ราคาตัวละ 50,000 บาทจริง !

ชาวบ้านกำลังรออย่างใจจดใจจ่อ..สำหรับการประกาศรับซื้อในครั้งต่อไป...

และแล้ว...พ่อค้าก็ประกาศว่า เขาจะขอกลับบ้านเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และเมื่อเขากลับมา เขาจะซื้อลิงในราคาใหม่ "ตัวละ 100,000 บาท "

เขาสั่งให้ลูกจ้างดูแลลิงที่เขาซื้อมาทั้งหมด..ลูกจ้างมีเพียงคนเดียว ต้องดูแลลิงทั้งหมดในกรง
.
.
พ่อค้ากลับบ้านไป..

ชาวบ้านรู้สึกเสียดายมากที่ไม่มีลิงให้จับขายอีกในครั้งนี้ เพื่อจะเอาไว้ขายให้ได้ในราคา 100,000 บาท

จากนั้น ลูกจ้างได้บอกพวกเขาว่า เขาจะแอบขายลิงบางตัวให้ก็แล้วกัน ที่ราคาตัวละ 70,000 บาท

ข่าวนี้แพร่กระจายอย่างไฟไหม้ป่าอีก เนื่องจากพ่อค้าจะซื้อลิงที่ราคาตัวละ 100,000 บาท ในครั้งต่อไปซึ่งคิดดูแล้ว ก็ยังมีกำไรถึง 30,000 บาท สำหรับลิงแต่ละตัว ..ก็ซื้อสิครับ..

วันรุ่งขึ้น ชาวบ้านมาเข้าคิวหน้าร้านค้า..
ลูกจ้างขายลิงทั้งหมดที่ตัวละ 70,000 บาท คนรวยก็ซื้อลิงไว้เป็นจำนวนมาก คนจนก็ยืมเงินจากผู้ที่มีเงินให้กู้ เพื่อนำมาซื้อลิง !

ชาวบ้านซื้อมาแล้ว ก็ดูแลลิงของพวกเขาอย่างดี และรอให้พ่อค้ากลับมา...
.
.
แต่ไม่มีใครกลับมา ! ...

ชาวบ้านทั้งหลาย รีบวิ่งไปตามหาลูกจ้าง ...
แต่ลูกจ้างก็หนีหายไปแล้วเช่นกัน !

ชาวบ้านจึงรู้ว่า พวกเขาได้ซื้อลิงที่ไม่มีประโยชน์ตัวละ 70,000 บาท และไม่สามารถเอาไปขายใครได้อีก

บิทคอยน์.. จะเป็นธุรกิจแบบลิงตัวต่อไป

มันจะทำให้คนจำนวนมากล้มละลาย และมีไม่กี่คน (ที่สกปรก) ก็จะร่ำรวยด้วยธุรกิจลิงนี้

fwd. line

วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2562

ความจริงที่คุณยังไม่รู้เกี่ยวกับนักบัญชี


ความจริงที่คุณยังไม่รู้เกี่ยวกับนักบัญชี


1.จบบัญชีเป็นได้แค่นักบัญชีจริงหรือ?
คนที่เรียนบัญชีสามารถจบแล้วไปทำอะไรได้เยอะ ไม่ได้จำกัดว่าต้องอยู่ในสายอาชีพเพียงอย่างเดียว
เพราะว่าในหลักสูตรก็จะมีการเรียนวิชาพื้นฐานอื่นๆ ทางธุรกิจด้วย ทั้งการเงิน (Finance), การตลาด (Marketing), และธุรกิจ (Business) การธนาคาร โลจิสติกส์ 
แน่นอนว่า การเรียนจบบัญชีไม่ได้จำเป็นต้องออกไปทำบัญชีอย่างเดียว เราสามารถเป็นนักบัญชี เป็นผู้ตรวจสอบบัญชี (Auditor), เป็นที่ปรึกษา (Advisory) ให้กับบริษัทต่างๆ ในเรื่องของบัญชีและภาษีได้

2.อาชีพนักบัญชีก้าวหน้าช้ากว่าอาชีพอื่นๆ
นักบัญชี ถือเป็น 1 ใน 8 อาชีพที่มีข้อตกลงให้สามารถเคลื่อนย้ายไปทำงานได้อย่างเสรีในประเทศสมาชิกอาเซียน
นอกจากความต้องการในประเทศจะสูงมากแล้ว นักบัญชีที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญภาษา
ก็ยังมีโอกาสโกอินเตอร์สามารถไปทำงานในต่างประเทศพร้อมกับรายได้ที่สูงยิ่งขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวด้วย
อาชีพ นักบัญชีเรา ไม่เคยหลุดโพลสออกจากอาชีพที่มาแรงในทุกๆ ปีนะจ๊ะ

จากการเปิดเผยข้อมูลของ เว็บไซต์ jobbkk.com พบว่า 5 อันดับอาชีพที่มีความต้องการสูงสุดในปี 2018 ประกอบไปด้วย
อันดับ 1 งานขาย/งานไอที อันดับ 2 โลจิสติกส์/วิศวกร/บัญชี  อันดับ 3 ฝ่ายตรวจสอบคุณภาพ/ธุรการ/บริการลูกค้า อันดับ 4 งานการตลาด และอันดับ 5 งาน Part Time


3.นักบัญชีต้องเก่งคณิตศาสตร์?
อันที่จริงตอนสมัยเรียนก็ไม่ได้เก่งไรมาก แต่เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคณิตศาสตร์มีความจำเป็นอย่างมากในการเรียนบัญชี
เริ่มตั้งแต่การสอบเข้า คะแนนการสอบคณิตฯ มีส่วนสำคัญ
แต่หลักสูตรของแต่ละมหาวิทยาลัยนั้นไม่เหมือนกัน ไม่ต้องเก่งแต่ระดับเทพ แต่ควรมีพื้นฐานมาบ้าง พอมาเรียนจริงๆ ทุกอย่างจะเริ่มใหม่หมด
4.นักบัญชีส่วนใหญ่ไม่เก่งภาษาอังกฤษ?
โดยธรรมชาติของนักบัญชีจะทำงานด้านเอกสาร จึงไม่แปลกที่นักบัญชีจะพูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง แต่เชื่อเถอะว่า
ถ้าใครคิดอยากจะทำงานในบริษัท Big 4 หรือบริษัทตรวจสอบบัญชี ให้คำปรึกษาทั้งทางบัญชีและภาษีรายใหญ่ของโลก 4 แห่ง ก็จำเป็นอย่างมากที่ต้องเก่งภาษาอังกฤษ เพราะว่าทุกที่กระดาษทำการจะมีความเป็นสากลจร้า
และส่วนใหญ่ในโลกของการบันทึกบัญชียุคนี้ นักบัญชีจะโดนบังคับโดยอัตโนมัติให้เก่งภาษาอังกฤษค่ะ

5.นักบัญชีต้องอยู่ในกฎเกณฑ์?
การทำบัญชีรายรับ รายจ่าย หลายคนอาจจะเบื่อเพราะคิดว่ามันต้องอยู่ในกฏเกณฑ์เสมอ
แต่หารู้ไม่ การเรียนบัญชีนั้นเป็นอะไรที่ต้องใช้ความคิดวิเคราะห์ ทุกอย่างต้องเป็นเหตุเป็นผล
นักบัญชีหลายคนจึงเป็นคนที่ต้องคิดอยู่ตลอดเวลา
การทำบัญชีก็มีหลายเรื่องที่ท้าทายอยู่ตลอดเวลา มีเรื่องใหม่ๆ อยู่เสมอ ต้อง Update ตัวเอง หมั่นหาความรู้เรื่องกฏหมายต่างๆ
อย่าลืมว่าเราเรียนบัญชีจะมี รายการปรับปรุง อยู่เสมอ

6.นักบัญชีกับความเครียดและซึมเศร้า?
ทุกอาชีพมีสิทธิเป็นค่ะ แต่อาชีพนักบัญชีส่วนใหญ่เน้นเรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพ
เราเน้นเรื่องของจรรยาบรรณในข้อนี้มาก หากองค์กรใดที่ทำให้นักบัญชีรู้สึกถึงความเป็นสีเทาก็แค่เอาตัวเองออกมาจร้า

ทำไมคุณต้องเรียนบัญชีในยุค 2019

เพราะการเรียนบัญชีสร้างคุณลักษณะนิสัยของนักบัญชี

ให้ชอบเรียนรู้   และคิดอย่างเป็นระบบ
ให้ช่างสังเกต   และใฝ่ศึกษา   มีความละเอียดรอบคอบ
ให้มีความสามารถในการสื่อสารทั้งการพูดและการเขียน   การใช้ไหวพริบในการแก้ปัญหา การมองภาพรวมของธุรกิจฯลฯ

โอกาสทางวิชาชีพของนักบัญชี
1. นักบัญชี

2. พนักงานธนาคารหรือสถาบันการเงินต่างๆ

3. นักวิเคราะห์ด้านการเงิน หลักทรัพย์ และการลงทุน

4. ผู้สอบบัญชีภาษีอากร

5. ผู้ตรวจสอบภายใน

6. นักออกแบบและพัฒนาระบบบัญชี

7.ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต

8. ข้าราชการทั้งภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ

9. อาจารย์ผู้สอนวิชาการบัญชีระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ

10. ที่ปรึกษาด้านการบัญชีและภาษีอากร   ฯลฯ

โอกาสในการทำงาน

ผู้ทำบัญชี   ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต   ผู้ตรวจสอบภายใน ผู้สอบบัญชีภาษีอากร   ผู้ออกแบบระบบบัญชี   ที่ปรึกษาด้านบัญชีและการเงิน   ที่ปรึกษาด้านการลงทุนวางแผนภาษี ตลอดจนการเป็นผู้ประกอบการ  และอาจารย์ผู้สอนในสถาบันการศึกษาระดับอาชีวศึกษา   ฯลฯ

เชื่อเถอะว่านักบัญชีอย่างเราๆ ไม่ตกงานถ้าขยันพัฒนาตัวเอง